การถอนเงิน Paypal เข้าธนาคารไทย

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

การถอนเงิน Paypal เข้าธนาคารไทย

การถอนเงิน Paypal นั้น ..  หลัก ๆ ของการถอนก็ไม่น่าเกิน ถอนเข้าธนาคารไทยครับ ..ในบ้านเราคงไม่น่ามีใครที่จะถอนจาก Paypal เข้า  Netteller หรือ  Skrill  กันนะครับ ก่อนอื่นขอเกริ่น ๆ ความหมายของ Paypal ก่อน นะครับ ว่าคือ อะไร มีที่มาที่ไปยังงัย ทำไมมีผู้ใช้บริการมากมายครึ่งค่อนโลก ใคร ๆ ก็มีบัญชี  Paypal  สมัครง่าย ครับ แต่ในบทความนี้ยังไม่นำเสนอการสมัคร เน้นการถอนเงิน จาก  Paypal ล้วน ๆ

PayPal ก็คือธนาคารแห่งหนึ่งเพียง แต่เป็นธนาคารที่อยู่ในรูปแบบออนไลน์หรือธนาคารในโลกอินเตอร์เน็ต ให้บริการเหมือนอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งในประเทศไทย มีการ รับเงิน ฝากเงิน และส่งเงินได้เหมือนกับธนาคารทั่วๆ ไป เพียงแต่จะมีการคิดค่าบริการในการรับส่งเงินดังกล่าวซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่ไม่แพงมากนัก (สำหรับการทำธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่) ไม่มีดอกเบี้ยให้ แต่ถ้าจะเทียบกับประโยชน์ที่เป็นดอกเบี้ยแล้ว ดอกเบี้ยของ PayPal จะแฝงอยู่ในรูปแบบของ การอำนวยความสะดวก ดูแลการชำระเงินระหว่างเรากับคู่ค้า เช่น ถ้ามีการซื้อขายสินค้าจากเว็บไซต์ Ebay โดยส่วนใหญ่แล้วทางผู้จำหน่ายจะระบุให้ผู้ซื้อชำระเงินผ่านทาง PayPal เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมผ่าน PayPal ทาง PayPal ก็จะมีการรับประกันเงินของท่านที่จ่ายผ่านทาง PayPal

PayPal ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 หรือ พ.ศ.2541 ได้ทำธุรกิจด้านธนาคารออนไลน์มามากกว่า 10 ปีแล้ว มีปลอดภัยสูง มีวิธีการจ่ายและได้รับการชำระเงินทางออนไลน์ที่ง่ายดาย โดยในประเทศไทยสามารถที่จะจ่ายเงินผ่านทางบัตรเดบิตของธนาคารในประเทศไทยได้เช่น บัตร B-first ของธนาคารกรุงเทพ, บัตร E-WEB SHOPING ของธนาคารกสิกรไทย ฯลฯ

ที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งของ PayPal ก็คือ บัญชีธนาคารของเรา ก็คือ E-mail ของเรานั่นเอง สามารถส่งเงินไปให้ผู้อื่นได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว PayPal กลายเป็นผู้นำในการชำระเงินออนไลน์ ซึ่งมีผู้สมัครใช้ PayPal ในการชำระเงินมากกว่า 153 ล้านบัญชีทั่วโลก และสามารถใช้สกุลเงินต่างๆ ได้มากถึง 18 สกุลเงินทั่วโลก PayPal ช่วยให้โลก Online สามารถชำระเงินที่แตกต่างกันได้ทั่วสถานที่ ทั่วสกุลเงินและภาษา

ถอนเงิน PayPal อย่างไรให้ได้เงินมากที่สุด

การถอนเงินจาก PayPal เข้าบัญชีธนาคารในไทยทำได้ 2 วิธี คือ ถอนตรงจาก PayPal เข้าบัญชีธนาคารในไทยได้ทุกธนาคาร และถอนผ่านทางธนาคารกรุงเทพสาขานิวยอร์ค แต่วิธีไหนที่มีค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด เพื่อให้ได้รับเม็ดเงินมากที่สุด การตัดสินใจว่าจะถอนเงินด้วยวิธีไหนนั้นต้องมีตัวเลข 3 ตัวคือ ค่าธรรมเนียมการถอน อัตราแลกเปลี่ยน และจำนวนเงินที่ต้องการถอน นำข้อมูลทั้งหมดมาคำนวณเพื่อหาว่าวิธีการถอนเงินวิธีใดที่ทำให้ได้เงินบาทมากที่สุด

ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการถอนเงิน Paypal ไปยังบัญชีธนาคารไทยที่เราได้แนบเชื่อมโยงไว้กับบัญชี Paypal  ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับเวลาในการถอนนั้นแรกๆก็จะใช้เวลา 5-7 วัน แต่พอเราถอนมาได้สักพัก เพียงไม่นานต่อมาการถอนก็ใช้เวลา เพียงไม่เกิน 3 วัน และที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่รวมวันเสาร์กับวันอาทิตย์นะครับ

ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน Paypal เข้าธนาคารไทย

สำหรับค่าธรรมเนียมล่าสุด (5 กันยายน 2017) ที่ค้นเจอครับ..จะเป็นแบบเหมาจ่ายคือ หากยอดต่ำกว่า 5,000 บาทเสียครั้งล่ะ 50 บาทครับ สำหรับกรณีถอน 5,000 บาท ขึ้นไปจะฟรีค่าธรรมเนียมครับ แต่การถอนเงิน Paypal จะให้ถอนขั้นต่ำ 360 บาท เเต่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 50 บาท ( ผมยอมเสียค่าธรรมเนียมทีละ 50 บาท เพราะไม่เคยมีเงินถึง 5,000 บาท ซักที สะสมครบ 1,000 – 1,200  ยิก ยิก ถอน )

วิธีถอนเงิน Paypay เข้าธนาคารไทย

เป็นการถอนเงินเข้ามายังบัญชีที่เราได้ผูกไว้กับ Paypal เรียบร้อยแล้วนะครับ

  • เข้าสู่เว็บ com จากนั้นคลิก “เข้าสู่ระบบ“
  • ทำการ Login ด้วยการใส่ Email และ Pass ในช่อง แล้วกด “เข้าสู่ระบบ”
  • ตรวจสอบยอดเงินของเราก่อนถอนครับ อย่าลืม ขั้นต่ำ 360 บาท ยังไม่หัก ค่าธรรมเนียม( หักแล้ว เหลือ 310 บาท )
  • ตรวจสอบเงินแล้วว่า มีพอถอนขั้นต่ำ คลิ๊กที่  “ โอนเงิน ”
  • Paypal มีให้เราเลือกถอน สองสกุลเงิน ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าของเราจ่ายเงินเข้าบัญชีของเราสกุลเงินอะไร.. ส่วนมากผมจะให้ลูกค้าจ่ายเข้ามาในสกุลเงินบาทครับ ไม่อยากไปผูกกับอัตราแลกเปลี่ยน ยิ่งตอนนี้เงินบาทแข็ง สุด 30.xx  แล้ว
  • เลือก ธนาคารที่เราจะถอนเงิน Paypal เข้ามายังบัญชีครับ ( ผมผูกบัญชี ธนาคารกรุงเทพไว้ สองบัญชี )
  • ทำการทดสอบใส่เงินที่ต้องการถอน 36 บาท ผลปรากฏว่า Paypal  ไม่ยอมครับ ต้องกรอกขั้นต่ำ 360 บาท
  • ตรวจสอบยอดเงินเรียบร้อยแล้ว ถูกต้องครบถ้วย คลิ๊ก เมนู ถอนเงินเลยครับ  หลังจากที่คลิกถอนเงินแล้ว ระบบรันสำเร็จ ก็จะแจ้งสรุปรายละเอียดการถอนตามตัวอย่าง เป็นอันว่าการถอนเงินเรียบร้อย
  • จากนั้น รอ 5 – 7 วัน เงินก็จะเข้าบัญชีของเราครับ

ภาพแสดงประวัติ กิจกรรม เงินเข้า เงินออกของ Paypal  ปกติบัญชีผม เกิน 500 บาท ก็ ถอนเลย รอไร ไม่ดองเงินไว้

วิธีถอนเงิน Paypal จำนวนมาก เข้าธนาคารไทย

การถอนเงินจำนวนมากกลับมาที่ธนาคารในประเทศไทยนั้น ให้ทำการโอนอีกวิธีหนึ่งจะประหยัดค่าธรรมเนียมกว่ามาก นั่นก็คือ การโอนเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ก ครับ โดยมีขั้นตอนในการทำดังนี้

  1. login เข้าไปใน Paypal Account ของเรา

แล้วไปเลือกที่ Profile > Financial Information > Bank Account > Add

  1. ตรง Country ให้เลือกเป็น United States
  2. จากนั้นให้ใส่รายละเอียดของธนาคารลงไปดังนี้
  3. Bank name: Bankok Bank
  4. Account Type: Savings (สะสมทรัพย์)
  5. Routing Number: 026008691
  6. Account Number: ใส่หมายเลขบัญชีธนาคารกรุงเทพของเรา
  7. Re-enter Account Number: ใส่หมายเลขบัญชีธนาคารกรุงเทพของเราอีกครั้ง
  8. แล้วก็กดที่ Continue

ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนแรกครับ หลังจากนั้นเราจะต้องไปทำการยืนยันว่าบัญชีธนาคารกรุงเทพนี้ เป็นบัญชีของเรา ดังนี้

  1. เมื่อเราใส่รายละเอียดบัญชีธนาคารของเราไปแล้ว ไม่เกิน 3 วัน

ทาง Paypal จะทำการฝากเงิน 2 จำนวนเข้ามาที่บัญชีของเรา

  1. ให้เราทำการเช็คยอดเงินโอนเข้าจากต่างประเทศว่า

โอนเงินเข้ามาจำนวนกี่ดอลล่าร์ (จะมี 2 จำนวน เช่น $0.01 และ $0.62)

โดยให้เราโทรไปสอบถามได้ที่บัวหลวงโฟน 1333 ซึ่งเมื่อเราทราบแล้ว ก็ให้ทำการจดบันทึกไว้

  1. login เข้าไปใน Paypal Account แล้วไปคลิ๊กที่ Confirm Bank Account
  2. ใส่ตัวเลขจำนวนเงินที่ Paypal ฝากเข้าบัญชีของเราจำนวน 2 ค่าลงไป

เมื่อเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นอันว่า เราได้ทำการเพิ่มบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ก

ไว้กับ Paypal แล้ว ซึ่ง Paypal จะถือว่าบัญชีธนาคารนี้ เป็นเหมือนบัญชีธนาคารในสหรัฐอเมริกา

(เพราะมี Routing Number ของอเมริกา) ทำให้เวลาโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพนี้ เราไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 2.5% ให้กับ Paypal ครับ แต่เราจะต้องเสียค่าธรรมเนียมจำนวน 400 บาท

ให้กับธนาคารกรุงเทพในการโอนเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ก กลับมาที่ประเทศไทย แทนครับ

ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ถ้าหากเราถอนเงิน Paypal กลับมาที่ไทย จำนวนเงิน ไม่เกิน 450 $ ก็ให้โอนเข้ามาที่ธนาคารในประเทศไทยตามปรกติ จะดีกว่า

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Paypal

  • วันที่ของ Paypal กับวันที่ของเราต่างกัน 1 วัน อันนี้ไม่ทราบอาจจะเป็นเรื่องเวลาสากลโลก
  • การถอนเงินเสร็จจะมี อีเมลยืนยันการถอนเข้าเมลของเรา
  • บัญชีธนาคารของเราที่ผูกกับ Paypal ชื่อต้องตรงกันหากชื่อไม่ตรงกัน จะตีเงินกลับ
  • ความปลอดภัยสูงสุดคือหากมีการลักรอบหรือ Hack ข้อมูลเข้า Paypal เเละอาจจะเพิ่มบัญชีใหม่เข้าไป
  • สามารถเพิ่มบัญชีธนาคารเข้าไปได้จริง เเต่ตอนกดถอนทาง Paypal จะเช็คว่าชื่อเรา ของบัญชี Paypal จะตรงกับสมุดบัญชีหลักที่เราผูกไว้ตั้งเเต่ตอนต้นหรือไม่ถ้าไม่ตรงยังไง เงินก็ไม่เข้าครับ

เรื่องความปลอดภัย

  • ไม่ชะล่าใจ ครับถึงจะมีความปลอดภัยอย่างไรก็ตาม e-mail ของ Paypal ไม่ควรเปิดเผย ครับ เพื่อป้องกันทุกช่องทาง ไม่ประมาท
  • การถอนเงินหากกรณีที่สะสมถึง 5,000 บาทควรถอนออกไม่ควรเอาไว้เยอะจนเกินไป เสี่ยงครับ

หวังว่าบทความนี้คงเป็นแนวทางในการ ถอนเงิน Paypal  ในบัญชีของเพื่อน ๆ นะครับ .. พบกันใหม่ตอนหน้า ..

 

ทีมงาน : www.forexthai.in.th

 

วิธีเทรด Forex เริ่มต้น

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

วิธีเทรด Forex เริ่มต้น

วิธีเทรด Forex เริ่มต้น นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องศึกษา หาข้อมูล ฝึกฝนก่อน เนื่องจาก มีความเสี่ยงสูงกว่าตลาดหุ้น นับร้อยเท่า พันเท่า เสี่ยงสูง กำไรก็สูงตาม ขาดทุนยิ่งสูงกว่า เพราะตลาด Forex  วิ่งกันวันละ 1000 จุด  ก่อนอื่นที่เราจะ เริ่มต้นเทรด Forex  ควรรู้ไรบ้าง ตามมาครับ

วิธีเทรด Forex เริ่มต้น ต้องรู้ในเรื่องเหล่านี้เลยครับ .. 1) การบริหารความเสี่ยงและการบริหารจัดการเงิน.. 2) โบรกเกอร์ที่เราจะเปิดบัญชี.. 3) แฟลตฟอร์มและโปรแกรมใช้ในการเทรด.. 4) ความรู้และเทคนิคในการเทรด.. 5) จิตวิทยา  จิตใจ ความนิ่ง และ ต้องไม่โลภ 

  1. การบริหารความเสี่ยงในการเทรด Forex เริ่มต้น.. แนวคิดหลักในการบริหารจัดการเงินทุนก็คือให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่มากกว่า 1-2% ของเงินทุนส่วนตัวเมื่อเทรดในแต่ละครั้ง หลักการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างมาก: หากเงินฝากเริ่มต้นเพียง 1% ตกอยู่ในความเสี่ยง การเทรดที่ขาดทุนหลายครั้งก็ไม่ทำให้คุณต้องเสียยอดคงเหลือส่วนใหญ่ในบัญชีไป อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนแสดงถึงกำไรที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับจำนวนที่คุณอาจขาดทุนในการเทรดนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเสี่ยงลงทุนในสถานะจำนวน 100 $ เพื่อลุ้นกำไร 300 $ อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจะเท่ากับ 1:3อัตราส่วน 1:2 ถือเป็นอัตราส่วนขั้นต่ำที่เทรดเดอร์ควรตั้งเป้าไว้เนื่องจากเพียงหนึ่งในสามของสถานะจะต้องทำกำไรได้เพื่อให้เกิดจุดคุ้มทุน กำไรและขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นสามารถกำหนดได้ด้วยระดับ Stop Loss และ Take Profit

ควรลงทุนเท่าไหร่ดี อันนี้ บอกได้เลยว่า แล้วแต่ประเภทของบัญชีและการเล่นของแต่ละบุคคล แต่ถ้าสำหรับผู้ที่เทรด Forex เริ่มต้น ผมแนะนำให้เล่นประเภทบัญชี Cent เนื่องจากเงินลงทุนน้อยและกระจายความเสี่ยงได้ดี เงินลงทุนควรจะอยู่ที่ 3500 และเมื่อเข้าสู้ระบบเทรดแล้วนั้นจะถูกแปลง รวม 10000 Cent ซึ่งมากพอที่จะใช้ลี้ยงพอร์ตและเทรดแบบระมัดระวังได้ และ Trader ก็ควรที่จะเข้าใจอีกเรื่องหนึ่งเช่นเดียวกันนั่นคือ Lot ก็ใส่น้อย ๆ ไว้อย่าสูงมาก เช่น ไม่เกิน 0.01 – 0.05 lot ตาม Leverage  ที่รับได้  เราสามารถตั้ง Leverage  สูงได้ เพื่อที่จะวาง order ได้มากขึ้น แต่ก็แลกมากับความเสี่ยง  แนะนำอ่านบทความเกี่ยวกับ Leverage  เพื่อทำความเข้าใจ

  1. โบรกเกอร์ที่เราจะต้องเปิดบัญชีเทรด ในการเทรด Forex เริ่มต้น เราต้องเลือกโบรกเกอร์ที่ดีมาเทรด เรื่องนี้สำคัญมากเพราะถ้าเราเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่มีคุณภาพ ก็เสี่ยงแล้ว อย่าลืมว่าเราต้องโอนเงินของเราเข้าไปในบัญชีของโบรกเกอร์ที่เราจะเทรด ประวัติการดำเนินงานของโบรกจึงจำเป็นที่ต้องศึกษาอย่างละเอียด มาดูวิธีการเลือกโบรกเกอร์สำหรับการเทรด Forex เริ่มต้น กันเลยครับ

วิธีเลือกโบรกเกอร์ สำหรับการเทรด Forex เริ่มต้น

การฝากเงิน-ถอนเงิน (Deposit-Withdrawal) สามารถรองรับการฝากเงิน-ถอนเงินผ่านธนาคารในประเทศไทยได้ เพื่อความสะดวกสำหรับนักเทรดเดอร์ และควรมีช่องทางการฝากเงิน-ถอนเงินอื่นๆ นอกจากธนาคาร ในประเทศเพื่อเป็นทางเลือกให้กับ นักเทรดเดอร์

หลายๆช่องทาง เช่น  Credit/Debit Cards, Neteller, Skrill, WebMoney เป็นต้น ที่สำคัญต้องดูว่าจด  licence  ขององค์กรใดบ้าง เช่น FCA , ASIC , Cysec  หรือ  IFSC

ระยะเวลาการฝากเงิน (Deposit) ไม่ควรเกิน 1 วัน และระยะเวลาการถอนเงิน (Withdrawal) ไม่ควรเกิน 3 วัน ขอแนะนำโบรกเกอร์ XM, FBS และ Exness ที่เราแจ้งถอนเงินแล้วเงินเข้าบัญชีของเราภายใน 24 ชม.ผ่านธนาคารในประเทศไทย

การบริการให้ความช่วยเหลือ การตอบคำถามนักเทรดเดอร์ทางด้านเทคนิค การปฏิเสธคำสั่งซื้อขาย (Requote) ปัญหาเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของบัญชี ความล่าช้าของการฝากเงิน-ถอนเงิน และคำถามทั่วไป ให้หายข้อข้องใจในรูปแบบภาษาไทย ขอแนะนำโบรกเกอร์ XM, FBS และ Exness ที่มีบริการให้ความช่วยเหลือลูกค้าในรูปแบบภาษาไทยผ่าน Chat ตลอด  24 ชม.

สำหรับประโยชน์ของBroker ที่มองเห็นเป็นเรื่องหลักๆ คงจะเป็นหน้าที่นายหน้าให้แก่เรานั่นเอง เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้ว นักเทรดหรือนักลงทุนไม่สามารถที่จะทำการซื้อขายกับตลาดForex ได้โดยตรงจึงจำเป็นต้องกลายเป็นโบรกเกอร์เหล่านี้มาเป็นนายหน้าเพื่อทำให้เราสามารถเข้าซื้อหรือขายในตลาดForex ได้นั่นเอง

สำหรับในบ้านเรานั้น ไม่พ้น  3 โบรกนี้ครับ มีครบทุกคุณสมบัติที่กล่าวมาในขั้นต้น .. เหมาะสำหรับการเทรด Forex เริ่มต้น เลือกเทรดทั้งสามโบรกเลยครับ เปิดบัญชีเลย รอไร

  1. แฟลตฟอร์มและโปรแกรมใช้ในการเทรด

การเทรด forex เริ่มต้นควรเลือกโปรแกรม MT4 ในการซื้อ-ขาย Forex นั้น โปรแกรมที่คนนิยมใช้กันมีชื่อว่า “Meta Trader” หรือนิยมเรียกว่า  MT4 ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีลักษณะเดียวกันกับ Streaming pro ที่ใช้ในการเล่นหุ้น แต่ MT4 ถูกออกแบบมาเพื่อการเทรด Forex โดยเฉพาะ เนื่องจากมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราตัดสินใจในการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเราสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Meta Trader มาติดตั้งได้ฟรีทั้งในคอมพิวเตอร์และบนมือถือทั้งในระบบ Android และ IOS

อีกทั้งใน MT4 ยังมีระบบตัวช่วย Expert Advisors (EA) หรือที่เราเรียกกันว่า Robot ซึ่งเป็นโปรแกรมช่วยการเทรดอัตโนมัติ ที่สามารถกำหนดได้ว่าจะให้ซื้อ-ขายในตอนไหน หรือเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองผ่านระบบอัตโนมัติได้อีกด้วย ทำให้ไม่ต้องมานั่งจ้องหน้าจอตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันมีนักพัฒนาทำระบบ Robot พัฒนาออกมาให้บริการเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีบางส่วนที่พัฒนาออกมาให้เราใช้แบบฟรี ๆ อีกด้วย

  1. ความรู้และเทคนิคในการเทรด..สำหรับการเทรด Forex เริ่มต้น ความรู้ ในด้านต่าง ๆ เช่น
  • การใช้อินดิเคเตอร์พื้นฐาน เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยทำกำไรในตลาด Forex หากเราเข้าใจและชำนาญในการใช้งานตัวนั้น ๆ แล้วก็ย่อมเหมือนกับการเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกกับประเภทงาน
  • การเลือกคู่เงินที่จะเทรด ควรเลี่ยงคู่เงินที่ วิ่งแรง ๆ แนว ๆ ดิ่งทะลุแกนโลก หรือพุ่งทะลุชั้นบรรยากาศ เช่น GBP/USD , GBP/JPY ควรเลือก  Save แบบ  AUD/CHF ประมาณนี้ครับ
  • ระบบเทรดที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น Close System , Trend Follow , KZM  หรืออีกหลาย ๆ ระบบที่มาการเผยแพร่ใน อินเตอร์เน็ต
  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน กล่าวง่ายๆเลยคือ อ่านข่าวที่มีผลกระทบต่อค่าเงินเป็น ซึ่งทำความเข้าใจได้ง่าย ผ่านตารางข่าวของ Forex Factory ถ้าเข้าใจก็เปรียบเสมือนเรารู้ทิศทางลมก่อนออกเรือนั่นเอง
  1. จิตวิทยาและการควบคุมอารมณ์ ความกลัวและความโลภเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการ

เทรด Forex ถ้าเราสามารถควบคุมอารมณ์ ได้ก็มีโอกาสอยู่รอดในตลาด Forex สูง

  • การรอคอยเวลา ถือว่าเป็นวินัยการเทรด Forex อย่างหนึ่ง ในเมื่อราคาของคู่สกุลเงินยังไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ก็ไม่ควรรีบร้อนเปิด Order เราควรอดทนรอราคาให้มาถึงตามที่เราได้กำหนดไว้ เช่น การย่อตัวของกราฟ 2 Fibonacci Retracement เป็นการย่อตัวตามแนวรับและแนวต้านแล้วเราจึงค่อยเปิดคำสั่งซื้อขาย หากเราไม่อยากเสียเวลานั่งเฝ้ากราฟ เราอาจะตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า (Pending Order) ก็อาจเป็นได้
  • การเอาชนะความกลัว ในเมื่อคำนวณราคาตามสูตรของเราได้แล้ว ฉะนั้นก็ต้องมีความมั่นใจในสูตรของเรา และตัดสินใจทันทีที่จะเปิดคำสั่งซื้อขาย (Order) ทันทีเมื่อโอกาสมาถึง
  • การขจัดความโลภ ในบางครั้งการเทรด Forex เมื่อเราปิดทำกำไร (Take Profit)ได้ตามเป้าหมายแล้ว เราก็ควรหยุดการเทรดก่อนเพื่อรอดูทิศทางของราคาว่าจะวิ่งไปต่อหรือย่อตัวลงมาแล้วเราจึงค่อยคำนวณหาราคาเพื่อเปิดคำสั่งซื้อขาย (Order) อย่างนี้ถึงจะมีโอกาสอยู่รอดในตลาดสูง และในบางครั้งอีกเช่นกัน หากคำสั่งซื้อขาย (Order) ที่เราเปิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามราคาที่เราวางแผนไว้ ราคาอาจจะวิ่งเข้าหา (Stop Loss) เนื่องจากมีสิ่งที่เราไม่คาดคิดเข้ามากระทบต่อราคาของหุ้น Forex เช่นการประกาศข่าวตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ (ข่าว Forex) หรือกราฟอาจมีการเปลี่ยน Trend Day Trend Week โดยที่เราคาดไม่ถึง เมื่อเป็นเช่นแล้วเราควรจะยอมรับและปิดขาดทุนที่ (Stop Loss) และไม่ควรขยับ Stop Loss เพื่อรักษาเงินทุนของพอร์ตเราเอาไว้

ในการเริ่มเทรด Forex เริ่มต้น นั้น จะขาดสิ่งที่ผมได้นำเสนอมา ไม่ได้เลยนะครับ จำไว้เลยเสมอว่า กำไรสูง ขาดทุนก็จะสูงตาม  เด๋วเจอเหตุการณ์ ตื่นมา พอร์ต สะอาด หมดจด …

 

ทีมงาน : www.forexthai.in.th

เรื่องน่ารู้ของ GBPUSD

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

เรื่องน่ารู้ของ GBPUSD

คู่เงิน GBPUSD เป็นคู่เงินหลักอีกตัว ที่เทรดเดอร์เทรดเยอะเพราะเรื่องของ volatility ที่เกิดแต่ละวัน ทั้งเรื่อง spread ก็น้อยเมื่อตอนตลาดเปิด เรื่องวอลลูมการเทรดแต่ละวันก็เยอะ แม้ว่าตลาดจะเปิดให้เทรด 5 วัน 24 ขั่วโมงก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกชั่วโมงน่าเทรด เพราะการเปิดเทรด มันเกี่ยวกับเรื่องของ volatility แต่ละชั่วโมงต่างกันออกไป การที่จะเทรดจำต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคา หรือกลยุทธ์ที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้กันแบบไหน

GBPUSD เกี่ยวข้องกับค่าเงินอังกฤษ GBP และดอลลาร์ USD ของอเมริกา ที่ถือว่าเป็นค่าเงินหลักๆ ของตลาดการเงินโลก ดังนั้นควรรู้ว่าอะไรก็ตามที่กระทบต่อค่าเงินทั้งสองก็กระทบต่อคู่เงิน GBPUSD หมด

 

GBPUSD กับช่วงตลาด

สิ่งแรกที่จำเป็นต้องรู้ก่อนเทรดคู่เงินไหนๆ ก็ตามคือ ช่วงตลาดที่ค่าเงินนั้นๆ เปิด เพราะแม้ว่าตลาดฟอเรกจะเทรดได้ 24 ชั่วโมง 5 วันก็ตาม แต่การเทรดจำเป็นต้องรู้เรื่อง volatility จำเป็นต้องรู้ว่าตลาดที่เกี่ยวกับค่าเงินที่เทรดอยู่ช่วงไหน อย่าง GBPUSD เกี่ยวกับ GBP ที่เป็นค่าเงินจากตลาดยุโรป ก็ไปดูว่าตลาดยุโรปเปิดตอนไหน ปิดตอนไหน และตลาด USD หรือ อเมริกาหรือเรียกว่า New York ว่าเปิดและปิดตอนไหน  อย่างมองภาพด้านบน ช่วงตลาดจะเป็นข้อมูลจาก forexfactory ที่มีกำหนดเวลาเป็นเวลาไทย London หรือช่วงตลาดยุโรป เริ่มที่เวลา 14.00-23.00 และตลาดอเมริกาหรือ NY เริ่มเวลา 19.00-04.00 ของอีกวันเวลาบ้านเรา และช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน หรือที่ตลาดทั้งสองเปิดอยู่คือช่วง 19.00-23.00 ดูจากชาร์ตเปล่าที่แสดงพร้อมกับใส่ market sessions เข้าไปตรงกับเวลาที่กำหนดใน forexfactory จะเห็นว่าราคาวิ่งตอนไหน เห็นแท่งทียนยาวๆ เกิดขึ้น

GBPUSD กับช่วงตลาด

 

สิ่งส่งผลกระทบต่อ GBPUSD

นอกจากเรื่องของแต่ละช่วงตลาดที่ต้องดูเป็นตัวแรกสำหรับค่าเงิน GBPUSD แล้วยังต้องตามด้วยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลกระทบทำให้ราคาขึ้นหรือลงแรงๆ หลักๆ ก็เหมือนการเทรดค่าเงินทั่วๆ ไป เป็นเรื่องของข้อมูลเศรษฐกิจ หรือข่าวการเมืองหรือเหตุการณ์อื่นๆ สำคัญที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินนั้นๆ GBPUSD เกี่ยวข้องกับค่าเงินอังกฤษ (GBP) และค่าเงินดอลลาร์ (USD) ของสหรัฐฯ ก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อมูลที่มาจาก 2 ค่าเงินนี้เป็นหลัก เช่น การดูข่าวพวกนี้ได้จากที่ forexfactory ที่มีรายการข่าวแต่ละวันที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินนั้นๆ โดยตรงให้ดู และยังให้ข้อมูลเรื่องของผลกระทบที่มีต่อค่าเงินนั้นๆ ในการที่จะเทรดด้วย ท่านก็เปิดดูรายการข่าวเป็นวันหรืออาทิตย์ก่อน หรือท่านอาจจะหาแหล่งที่มีการวิเคราะห์ประกอบข่าวเช่น  จาก investing.com หรือ forexlive.com หรือเว็บอื่นๆ ทำนองเดียวกันซึ่งมีเยอะมากในปัจจุบัน เพราะฟอเรกเป็นตลาดใหญ่ โบรกเกอร์ต้องการให้เกิดการเทรดเพื่อจะได้รายได้จาก trading transactions ทั้งข่าวและข้อมูลพื้นฐานส่งผลต่อคู่เงิน เช่น อาจจะส่งผลระยะสั้น หรือช่วงมีการประกาศมักจะเกิด high volatility ราคาวิ่งแรงๆ และยังส่งผลตามมาอีก  ก็จะทำให้เกิดรูปแบบการเทรดของแต่ละเทรดเดอร์ที่ต่างกันออกไป เช่นเทรดข่าวเก็บสั้นเพราะเรื่องของ high volatility ที่เกิดขึ้น เน้นเข้าเร็วออกเร็ว หรือเทรดเพราะอ่านข้อมูลหรือตัวเลขข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับคู่เงินแล้วถือรอนาน

 

ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับเทรด GBPUSD

เมื่อเข้าใจช่วงตลาดเปิดที่เกี่ยวกับคู่เงินที่เทรด ในที่นี้คือ GBPUSD เกี่ยวกับทั้งสองตลาดหลักๆ ของการเงินโลก คือ ค่าเงินอังกฤษ GBP อยู่ในช่วงตลาดยุโรป (14.00-23.00 เวลาประเทศไทย) และตลาดอเมริกา 19.00-04.00 แล้วมองดูที่ชาร์ตว่าอะไรเกิดขึ้นเทียบกับช่วงเวลาอื่นที่ตลาดเปิดให้เทรด 24 ชั่วโมง จะเห็นด้วยตัวเองว่า volatility เกิดขึ้นตอนไหน เมื่อท่านเทรดเป็นประจำ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก เมื่อมองดูราคาแบบง่ายๆ คือความเร็วในการเคลื่อนไหวของราคา นั่นคือผลของ volatility ที่เกิดขึ้นตอนที่ช่วงตลาดเปิด

ท่านจะเห็นสิ่งที่ชาร์ตบอกคือเรื่อง volatility ที่เกิดขึ้นเมื่อเปิดตลาดเทียบกับตลาดช่วงก่อน คือช่วง Tokyo (07.00-14.00) แต่พอตลาดยุโรปมา จะเห็นชาร์ตปลี่ยนแปลงชัดเจนเกิดขึ้นเพราะเรื่องของ volatility ที่มาจากตลาดยุโรปมากกว่าตลาดช่วงแรก บางเทรดเดอร์เทรดเพราะความต่างช่วงเวลาที่เปิดตลาด เรียกว่า London Breakout เพราะเรื่องนี้ แต่พอตลาดอเมริกามาเปิดอีก volatility ก็มากขึ้นอีกเพราะอีก 1 ตลาดการเงินโลกเปิดเพิ่ม ก็เลยกลายเป็นว่าช่วงที่ตลาดทั้ง London และ New York เปิด หรือช่วงเวลาทับซ้อนกันเป็นช่วงเวลาที่น่าเทรดที่สุด

 

กลยุทธ์การเทรด GBPUSD – London Breakout

กลยุทธ์การเทรดก็จะต่างกันออกไปเมื่อเข้าใจช่วงตลาดเปิดและช่วงไหนที่มี volatility มากสุด อย่างกลยุทธ์แรกที่ถือว่านิยมกันคือ London Breakout เป็นการเน้นเทรดตอนตลาด London เปิด 1-3 ชั่วโมงแรก ด้วยการเปรียบเทียบกับช่วงตลาดก่อน เมื่อตลาด London เปิดมา ถ้าราคาเบรคช่วงตลาดไปทางไหน ก็จะเน้นเทรดทางนั้นเมื่อราคาเกิด breakout เป็นหลักของวันนั้นๆ ของคู่เงินนี้ เทรนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลไปต่อถึงช่วงตลาดอเมริกาเปิดอีกด้วย เหตุผลหลักที่เทรดเดอร์นิยมเทรด London Breakout เป็นเพราะเรื่องของ volatility พร้อมกับ price structure ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน

 

กลยุทธ์การเทรด GBPUSD – Demand/Supply ด้วยการหา Imbalance ที่เกิดในช่วงนี้

การเทรดแนว demand/supply เป็นการเทรดด้วยการแกะรอยว่าขาใหญ่เปิดเทรดตรงไหน ก็จะสัมพันธ์กับตลาดด้วยเพราะ GBPUSD ก็จะมี volatility เกิดขึ้นช่วงตลาดหลักๆ พอดี อย่างที่อธิบายมาด้านบน สิ่งหนึ่งที่จะเห็นประจำ คือ imbalance ที่เกิดขึ้นระหว่างการสูงกันระหว่าง sell และ buy ออเดอร์ ในช่วงที่ 2 ตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดคาบเกี่ยวกัน เมื่อ imbalance เกิดขึ้น ส่วนมากจะเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่พื้นที่ตรงนั้น impulsive move ที่เกิดขึ้น จะตามมาด้วย corrective move เมื่อจบมักจะไปทางเดียวกันที่เกิด Impulsive move และวิ่งไปเยอะมากด้วยเพราะเรื่องของ การมีส่วนร่วมจากขาใหญ่ ดังนั้น Base ของ demand/supply ที่เกิดในช่วงนี้ถ้าไม่กี่วัน จะทำให้ความเป็นไปได้สูงเกิดขึ้น หรือถ้าเป็นราคาเบรค demand/supply ก่อน ที่เกิดขึ้นช่วงนี้ก็จะมีผลเช่นกัน เพราะเป็นการเข้ามามีส่วนรวมจากขาใหญ่

จากภาพประกอบดูสิ่งที่ราคาบอกว่าจริงหรือเปล่า จะเห็นว่า demand/supply หรือ swap level ที่เกิดขึ้นในช่วงตลาด Lodon และ New York โดยเฉพาะช่วงที่ 2 ตลาดเปิดพร้อมกัน หรือเป็นช่วงที่น่าเทรดที่สุดสำหรับคู่เงินนี้ เมื่อ supply/demand level เกิดขึ้นช่วงนี้ เมื่อราคากลับมาครั้งแรก จะทำให้ราคาทำงานไปทางที่ level ที่เกิดขึ้นดี แต่ต้องไม่ลืมว่าท่านต้องเห็น impulsive move ประกอบให้เห็นด้วย

 

กลยุทธ์การเทรด GBPUSD ด้วยการ Correlation

วิธีการเทรดด้วย Correlation ถือว่าเป็นการเทรดที่ง่าย เพราะเป็นการใช้ความสัมพันธ์ของค่าเงินที่เกิดขึ้นที่ชาร์ตอื่นมายืนยันกันเอง การ correlaction จะเป็นคู่ GBPUSD กับ Dollar Index ด้วยการเน้นดู price structure ที่เป็น impulsive move เป็นหลักเพราะบอกถึงการมีส่วนร่วมในการดันราคาไปทางนั้นๆ ด้วยของขาใหญ่ ต้องเป็นลักษณะเดียวกัน แต่ต่างทิศทางกัน Impulsive move ที่เป็นการยืนยัน ต้องมีการเอาชนะพื้นที่ตรงข้าม เห็นบาร์ยาวๆ ราคาสามารถปิดทางที่เกิด Impulsive move ได้ ไม่มีหางบาร์หรือมีน้อย และมีบาร์ไปทางเดียวกัน ยิ่งไม่มีการย่อตัวทับพื้นที่เดียวกันยิ่งดี

จะเห็นว่า Dollar Index และ GBPUSD ต่างยืนยันกันและกัน บอกว่า demand ที่เกิดขึ้นที่ GBPUSD เป็นการเข้าเทรดจริง

 

วิธีการ correlaction อีกแบบคือ ใช้คู่เงินที่มีค่าเงินเดียวกันมาประกอบเพื่อเป็นการยืนยันกันเอง อย่างกรณีของ GBPUSD ด้วยการดูชาร์ต GBPJPY EURGBP GBPNZD GBPCHF GBPCAD ประกอบ ดูที่ impulsive move ที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะเดียวกันหมด ก่อนที่ราคาจะย่อตัวลงมาจุดที่ตีเส้นแนวตั้งแล้วเปิดเผยโอกาสการเทรดตามเทรนหรือตาม impulsive move ซึ่งการ correlation ในที่นี้เน้นไปที่การดูร่องรอยว่าเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่จริงหรือเปล่า ด้วยการใช้ชาร์ตเปรียบเทียบชาร์ตนั่นเอง

ทีมงาน : forexthai.in.th

เรื่องน่ารู้ก่อนเทรด EURUSD

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

เรื่องน่ารู้ก่อนเทรด EURUSD

EURUSD เป็นคู่เงินที่เทรดเดอร์รู้จักและเทรดกันมากสุดก็ว่าได้ เป็น 1 ในคู่เงินหลักๆ ที่มีเรื่อง liquidity มาก เพราะเป็นคู่เงินที่เกี่ยวกับค่าเงินยุโรป (The Euro)   และค่าเงินดอลลาร์ (US Dollar) ทั้งสองต่างเป็นค่าเงินหลักๆ ของตลาดการเงินโลก เลยทำให้คู่เงินนี้มีสภาพคล่องสูง ต้นทุนการเทรดต่ำดูที่ค่าคอมและสเปรค เช่นดูที่ช่วงตลาดเปิด เรื่องสเปรดเป็นหลัก จะเห็นว่าต่ำมาก และยังเป็นคู่เงินที่หาข้อมูลได้ง่ายเพราะอยู่ในความสนใจของเทรดเดอร์ทั้งสองตลาดหลักๆ ยิ่งเป็นช่วงที่ตลาดทั้งสองเปิดพร้อมกันยิ่งทำให้การเทรดเยอะ

ช่วงตลาด EURUSD

การเทรดไม่ว่าจะเทรดคู่เงินไหน อย่างแรกที่ต้องรู้คือช่วงเวลาที่ตลาดคู่เงินนั้นๆ เปิด แม้ว่าตลาดฟอเรกจะสามารถเทรดได้ 24 ชั่วโมง 5 วันก็ตาม เพราะเมื่อแต่ละช่วงตลาดเปิดก็จะมีเทรดเดอร์เข้ามาเทรดเยอะ หรือเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ในตลาดก็อยากจะจัดการออเดอร์ที่ถืออยู่เพราะเรื่องของ liquidity ที่เกิดขึ้นเยอะ ยิ่งเป็นคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินหลักๆ ของตลาดการเงินโลกทั้งฝั่งยุโรปและอเมริกาด้วย วิธีการง่ายที่สุดที่จะอธิบายเรื่อง liquidity และ volatility ที่เกิดขึ้นแต่ละวันของแต่ละค่าเงิน ดูว่าราคาหรือชาร์ตเคลื่อนไหวอย่างไร เมื่อช่วงตลาดเปิด อย่างที่เห็นที่ชาร์ต เรื่องของ Market sessions นำมาจาก forexfactory เพราะสามารถกำหนดช่วงเวลาที่ตรงกับบ้านเราได้ง่ายสำหรับเทรดเดอร์ใหม่ๆ คู่เงิน EURUSD เกี่ยวกับช่วงตลาดยุโรปคือช่วงตลาด Lodon ที่ประกอบที่ชาร์ตจะเห็นว่าคือช่วงเวลา 14.00-23.00 เวลาบ้านเรา และตลาดอเมริกา  (New York) คือช่วงเวลา 19.00-04.00 มองดูที่ชาร์ตสิ่งที่ราคาบอกจะบอกหมดว่าคู่เงินวิ่งช่วงไหน โดยเฉพาะช่วง 2-3 ชั่วโมงแรกที่ตลาด New York เปิดขึ้นมา เริ่มเป็นช่วงที่ตลาดทั้งสองเปิดพร้อมกันก็จะยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวชัดเจนในแต่ละวัน

สิ่งที่มีผลกระทบต่อ EURUSD

นอกจากเรื่องช่วงตลาดแล้ว ยังต้องมาดูว่าอะไรกระทบต่อคู่เงินนี้บ้าง ก็จะเป็นเรื่องของข้อมูล fundamental ของแต่ละค่าเงิน หรือข่าวการเมืองหรือเหตุการณ์อื่นๆ สำคัญที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ ดังนั้น คู่เงิน EURUSD ก็จะได้รับผลกระทบจากข้อมูลหรือข่าวพวกนี้ทั้งจากที่เกี่ยวกับค่าเงินยุโรปและค่าเงินดอลลาร์เช่น เทรดเดอร์ที่เทรดอิงข้อมูลพื้นฐาน เมื่อเทรดคู่เงินนี้ก็จะเน้นเทรดตาม และถือทนตามข้อมูลพื้นฐานหลักๆ  เช่นข่าวทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับ GDP ตัวเลขการจ้างงาน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ยอดการขายปลีก อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น ที่เกี่ยวกับทั้ง 2 ค่าเงิน วิธีการง่ายสุด อาจดูที่ forexfactory ที่มีรายการข่าวที่จะเกิดทุกวัน พร้อมทั้งบอกระดับผลกระทบของข่าวต่อค่างินที่สัมพันธ์กับคู่เงินนั้นๆ  หรือเว็บอื่นๆ เช่น forexlive.com หรือ investing.com มีอื่นๆ อีก หรือมีแต่ข้อมูลจากโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีเทรด ทั้งการวิเคราะห์ หรือทูลต่างๆ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ ข้อดีของคู่เงิน EURUSD ในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นค่าเงินหลักๆ และเทรดเดอร์เทรดกันเยอะ เลยหาการวิเคราะห์ข่าวหรืออื่นๆ ประกอบง่าย

เรื่องของข่าวมีข้อดีและข้อเสีย แต่ที่เกิดขึ้นแน่นอนคือเมื่อเกิดมีข่าวแรงๆ volatility ของตอนนั้นๆ ก็จะเยอะ ยิ่งเป็นช่วงไม่กี่นาทีแรกราคาจะขึ้นหรือลงเร็ว สิ่งที่เห็นประจำคือเรื่องการ stop hunt เพราะต้องเข้าใจว่าคู่เงิน EURUSD อย่างภาพประกอบด้านบน ดูที่ Volume ประกอบกับ price structure ที่เกิดขึ้นตอนนั้นจะเข้าใจว่าทำไม volatility จึงเกิดเยอะ

เทรด EURUSD ช่วงไหนดี

แม้ว่าตลาดฟอเรกจะเปิดให้เทรด 24 ชั่วโมง 5 วัน แต่เมื่อดูเรื่องช่วงตลาดเปิด และมองดูที่ชาร์ต ดู price structure ที่เกิดขึ้น เช่นจากชาร์ตที่ยกตัวอย่าง ดูการเคลื่อนไหวของราคา EUR ช่วงตลาดยุโรปเริ่มที่เวลา 14.00 บ้านเรา และจบที่ 23.00 หรือ 5 ทุ่ม และมองที่ตลาดอเมริกา เริ่มเวลา 19.00 หรือ 1 ทุ่ม ไปจบที่ 04.00 หรือ ตี4 ของวันต่อมาบ้านเรา จะเห็นว่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวของราคามากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเช้าเพราะตลาดยุโรปเปิด แต่ก็ไม่มากเมื่อมองโดยเฉลี่ย แต่พอมาช่วงที่ตลาดอเมริกาเปิด หรือเริ่มเป็นช่วงที่ตลาดทับซ้อนช่วงเวลากันระหว่าง 19.00-23.00 (overlap time ระหว่าง 2 ช่วงตลาด) เมื่อมองดูจากชาร์ต จะเห็นการเคลื่อนไหวชัดเจน และวอลลูมการเทรดก็จะเข้ามาเยอะ เพราะตลาดเปิดพร้อมกันทั้ง 2 ตลาดหลักของโลก  แม้ว่าจะสามารถเทรดตั้งแต่ตลาดยุโรปเปิด แต่จะเห็นว่าช่วงที่ดีที่สุดเป็นช่วงที่สองตลาดเปิดพร้อมกัน ยิ่งมีเรื่องข่าวเข้ามาประกอบก็ยิ่งทำให้ volatility แต่ละวันต่างกันออกไปอีก

กลยุทธ์เทรด EURUSD

เมื่อรู้ว่าตลาดเปิดตอนไหนและเข้าใจว่า volatility จะมากตอนไหน โดยเฉพาะคู่เงิน EURUSD เกี่ยวกับ 2 ค่าเงินหลักๆ ของโลก ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับคู่เงินนี้ก็จะมีเยอะแทบทุกวัน วิธีการใช้ข่าวเช่นจาก forexfactory ประกอบแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ ว่ามีข่าวข้อมูลพื้นฐานแรงๆ ที่จะมีผลกระทบระดับไหน ถ้าไม่เข้าใจเรื่องผลกระทบ และเรื่อง volatility ที่เกิดขึ้นเพราะข่าวนั้นๆ ให้เปิดดูข่าวย้อนหลังเทียบกับชาร์ตประกอบ แบบที่ยกตัวอย่างด้านบน โอกาสการเทรดจะเกิดขึ้นบ่อย เพราะเป็นคู่เงินหลัก และมีข่าวมากก็ว่าได้ กลยุทธ์การเทรดต่างกันออกไป ทั้งแบบ technical analysis ต่างๆ หรือแบบเทรดข้อมูลพื้นฐาน แต่สำคัญเทรดตอนที่ตลาดเปิดและเข้าใจเรื่อง volatility ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน กลยุทธ์การเทรดต่างกันออกไป  เช่น

 

  • กลยุทธ์การเทรด EURUSD ด้วย correlation กับ Dollar Index

เนื่องจาก EURUSD เกี่ยวกับ Dollar Index โดยตรง การเทรดด้วยการดูความสัมพันธ์เทียบกัน ช่วยในการกรอง trade setup ที่พบได้มาก เพราะอย่างน้อยสุดบอกเรื่องแข็งหรืออ่อนของค่าเงิน USD ได้ การเทรดแบบนี้ถือว่าเป็นวิธีการเทรดที่ง่ายสุด แต่ต้องรอ trade setup ที่เกิดขึ้นดูให้ออกว่า price level เช่น demand/supply หรือแนวรับแนวต้านที่กำหนดเพื่อเข้าเทรด โดยอิงจากทั้ง EURUSD และ Dollar Index เป็น ผลจากการเข้าเทรดจริงคือเรื่องของ impulsive move ที่ต้องเห็นชัดเจนทั้ง 2 ชาร์ต ที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน และลักษณะองค์ประกอบของ impulsive move ต้องแบบเดียวกันด้วย ดูที่เส้นเลข 1 มองดูที่ชาร์ตทั้ง EURUSD และ DXY_U9 (Dollar Index) และดูช่วง market session ประกอบ จะเห็นว่าเลข 1 ที่ราคาวิ่งขึ้นแรงๆ เป็นผลจากการเข้าเทรด มาดูที่ Dollar Index ประกอบ จะเห็นว่าลักษณะแบบเดียวกันเลย แค่วิ่งคนละทางเท่านั้น เมื่อดูที่ชาร์ตจะเห็นว่าทั้ง EURUSD และ DXY มี trapped traders อยู่ในโครงสร้างทั้งสอง และการวิ่งเป็น Impulsive move ด้วย ชาร์ตหรือการเคลื่อนไหวของราคาที่เปิดเผยออกมายืนยันกันเอง และจะเห็นว่าที่เลข 2 แม้ไม่ได้เกิดช่วงเวลาที่ทับกันทั้งสองตลาดแบบที่เลข 1 ที่เกิดช่วง London และตอนเปิดตลาดของ New York (เป็นสองตลาดเงินหลักๆ ของโลก เทรดเดอร์โดยเฉพาะขาใหญ่ก็จะเทรดเป็นหลัก)  แต่การเทรดที่เลข 2 ก็เปิดโอกาสได้ เมื่อดูความต่อเนื่องจากเลข 1 แต่ที่เห็นชัดจะเป็นที่เลข 3 ที่มาเกิดช่วงเวลาเดียวกันกับที่ตอนเกิดเลข 1 ช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันระหว่างตลาด London และ New York  จะเห็นว่ารูปแบบ correlation กับ Dollar Index ถือว่าช่วยให้การเทรด EURUSD ง่ายขึ้น แต่ต้องดูเรื่องช่วงตลาด เรื่องของ volatility เรื่องของ price level ที่ยืนยันกันเองที่เป็น Impulsive move ให้เป็นเมื่อเปิดเทรด ที่เหลือเป็นเรื่องของเวลาและความอดทน

 

  • เทรด EURUSD ด้วยข่าวหรือ News event

เนื่องจาก EURUSD เกี่ยวกับค่าเงินหลักของโลก และมีข่าวแรงๆ ทั้ง 2 ตลาดเกือบทุกวัน การเทรดข่าว ไม่ว่าจะเป็นการเทรดช่วงระยะสั้น scalping เพื่อใช้ประโยชน์เรื่องของ high volatility ที่เกิดขึ้นช่วงเปิดข่าวออกมา หรือเป็นการเทรดตามข้อมูลพื้นฐานหรือ fundamental news แบบถือรอนาน ไม่สนเรื่อง volatility ที่เกิดขึ้นตอนมีการเปิดเผยข่าวออกมา แต่เป็นการเทรดผลของข่าว ก็จะเน้นถือรอนาน โอกาสการเทรดแบบนี้ก็จะเกิดที่ EURUSD เป็นประจำ

 

  • การใช้ Oanda Orderbook เพื่อเทรด EURUSD

อีกวิธีการที่ใช้ในการเทรดคู่เงินนี้ ด้วยการดู Orderbook ประกอบจุดที่จะเข้าเทรดหรือหา trde setup พร้อมทั้งจุดเข้าและจุดออก แม้ว่าข้อมูล Orderbook จาก Oanda จะไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดของตลาดเพราะตลาดฟอเรกเป็นตลาดแบบ distributed trading server ไม่ใช่แบบการเทรดพวก Futures หรือ Options ที่ข้อมูลมาจาก centralized trading server  แต่การอ่านข้อมูลบางส่วนจาก Oanda Orderbook ที่โบรกเกอร์เปิดเผยออกมา ให้ข้อมูลเป็นนัยหลายๆ อย่าง ว่าเทรดเดอร์เทรดอย่างไร เทรดที่ไหน เช่นการดูเรื่อง stop orders เพื่อหา stop hunting ว่าน่าจะเกิดแถวไหนเพื่อประกอบการเทรด หรือหาจุด take profit ด้วยการมอง Limit orders ฝ่ายตรงข้ามที่เปิดเทรด และเนื่องจากคู่เงิน EURUSD เป็นคู่เงินหลักข้อมูลที่เทรดที่โบรก Onada ก็มากพอที่จะเปิดเผย ข้อมูลบางส่วนที่เกิดขึ้นกับตลาดจริง ก็จะเป็นไกด์ว่าเราควรเทรดตรงไหน ตอนไหน ก็จะช่วยในการเทรด EURUSD ได้แม่นขึ้น

จะเห็นว่าการเทรด เรื่องช่วงเวลาตลาดสำคัญเพราะเป็นเรื่องของ volatility ที่จะเกิดขึ้น ยิ่งถ้าเป็นคู่เงินหลักเทรดเดอร์เทรดเยอะก็จะมี liquidity มาก  การดูตัวไหนที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของคู่เงินก็สำคัญ และเวลาไหน เช่นเรื่องของข่าว ประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบการเทรด หรือใช้ข้อมูลอื่นๆ ช่วย เช่นเรื่อง correlation กับ Dollar Index หรือการใช้ Onada Orderbook ประกอบกับ technical analysis อีกก็จะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้อีกระดับ

ทีมงาน : forexthai.in.th

Currency Strength Meter จับคู่ความแรงของค่าเงิน

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 11 คะแนนเฉลี่ย: 5]

Currency Strength Meter จับคู่ความแรงของค่าเงิน

Currency Strength Meter คือ ตัววัดค่าความอ่อน-แข็งค่าสกุลเงิน จะสามารถช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่ากราฟ (ราคา) ของหุ้น Forex จะมีราคาไปในทิศทางใด ถึงแม้ว่า การจับคู่ความแข็งแกร่งของค่าเงินนั้น เราจะเลือกมาถูกคู่แล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ยังคงต้องระวัง ก็คือ เรื่องของข่าวสารตัวเลขเศรษฐกิจที่จะมีผลทำให้ความแข็งแกร่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วยนะครับ อีกทั้งกราฟราคายังขึ้นอยู่กับ ปัจจัยของความต้องการซื้อขายทั่วโลกด้วย

Currency Strength Meter ที่นำมาเสนอในบทความนี้ จะเป็น indicator ที่นำมาใช้วัดค่าความแข็งของคู่เงิน และ เว็บที่บอกค่าความแข็งของค่าเงินครับ โดยรวบรวมมาในจำนวนที่พอสมควร มาดูตัวแรกกันเลย ..

 

1.Currency Strength Indicator

โดย Currency Strength Indicator ตัวนี้ จะใช้ค่าจาก Moving Averages และ ADX เพื่อกำหนดค่าและยืนยันความอ่อน-แข็งค่าของสกุลเงิน โดยตัววัดค่าความอ่อน-แข็งค่าสกุลเงินจะอ่านจากทุกคู่สกุลเงินใน forex ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาและใช้การคำนวณราคาของแต่ละสกุลเงิน จากนั้นก็จะแบ่งระดับความอ่อน-แข็งค่าของสกุลเงินเป็น 4 ระดับดังนี้

  1. สีชมพู 7.0 – 10.0 ค่าสกุลเงินแข็งมาก
  2. สีเขียว 5.0 – 6.9 ค่าสกุลเงินแข็ง
  3. สีน้ำเงิน 2.9 – 4.9 ค่าสกุลเงินอ่อน
  4. สีแดง 0.0 – 2.8 ค่าสกุลเงินอ่อนมาก

จากภาพ ตระกูล  CHF , JPY , CAD  แสดงเป็นสีเขียว  อยู่ในช่วง 5.0 – 6.9  ก็ถือว่า ค่าเงินอยู่ในเกณฑ์ที่แข็ง .. , ตระกูล EUR , AUD  แสดงเป็นสีน้ำเงิน อยู่ในช่วง 2.9 – 4.9  ถือว่าค่าเงินอยู่ในระดับอ่อน และ  NZD , USD  แสดงค่าเป็นสีแดง อยู่ในช่วง 0.0 – 2.9  ถือว่าค่าเงินอยู่ในระดับอ่อนมาก  บรรทัดสุดท้าย => GBPAUD 2.4 BUY  เป็นการแสดงค่าความอ่อนแข็งของ กราฟคู่เงินที่เราลาก ไปวางไว้

การคำนวณของ อินดิเคเตอร์ จะใช้การหารของคู่เงิน สองสกุล มาเป็นตัวหาร ลองนำมาคู่  EUR/USD  มาคำนวณครับ

EUR/USD  =>  EUR : 3.7 หาร USD : 2.1 = 1.76  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  EUR/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

AUD/USD => AUD : 3.4 หาร USD : 2.1 = 1.61  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  AUD/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

USD/JPY => USD : 2.1 หาร JPY : 5.9 = 0.35 ค่าออกมา บวก แต่ต่ำกว่า หนึ่ง คู่ USD/JPY ยังน่าจะเป็นขาลงอยู่ครับ   มาดูตัวต่อไปกันเลย

 

2. Currency Strength Meter

เป็น Indicator ใช้ในการช่วยวัดระดับ ความแข็ง/อ่อน ของสกุลเงินต่างๆ อีกตัว .. โดยนำเอาสกุลเงินหลักของโลก มารวมไว้โดย เริ่มจาก USD , EUR , GBP , CHF , CAD , AUD , NZD , และ  JPY

ภาพแสดง อินดิเคเตอร์ Currency Strength Meter  การตั้งค่าเราสามารถเลือกตั้งค่าได้ แต่ในตอนนี้ ไม่ได้แก้ไขอะไร การคำนวณของ อินดิเคเตอร์ จะใช้การหารของคู่เงิน สองสกุล มาดูตัวอย่างของคู่เงินคู่แรกกัน

EUR/USD  =>  EUR : 5.0 หาร USD : 4.1 = 1.21  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  EUR/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

AUD/USD => AUD : 5.0 หาร USD : 4.1 = 1.21  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  AUD/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

USD/JPY => USD : 4.1 หาร JPY : 6.2 = 0.66 ค่าออกมา บวก แต่ต่ำกว่า หนึ่ง คู่ USD/JPY ยังน่าจะเป็นขาลงอยู่ครับ

นี่เป็นตัวอย่าง คู่เงินหลัก ๆที่นำมาเสนอกัน แต่.. จะใช้ใด้ในกรณีไม่มีข่าวที่แรง ๆนะ หากเจอข่าวแรง ๆ แบบ  FED , Nonfarm  ก็ ไม่รับประกันนะครับ ค่าความแข็ง ความอ่อนเปลี่ยนแน่  แนะนำ หลีกเลี่ยงข่าวครับ อันตราย

 

3.Currency Strength Meter V1.1

เป็น Indicator ใช้ในการช่วยวัดระดับ ความแข็ง/อ่อน ของสกุลเงินต่างๆ , ซึ่งสามารถนำมาใช้พิจารณาดูแนวโน้มของคู่เงินต่างๆ ในแต่ละวัน , โดยความแข็ง,อ่อน ของสกุลเงินนั้น มีระดับตั้งแต่ 0-10 ,คะแนนเต็ม 10 = แข็งที่สุด  , 0 คือ อ่อนที่สุด  ต้องขอขอบคุณ  เว็บ forexnew.org  ครับ

ที่นำอินดิเคเตอร์ตัวนี้มาแจกจ่ายฟรี ฟรี .. ในภาพ เรามาเริ่มไล่เรียงความแข็งของค่าเงิน ตามลำดับลงมา =>  7.1 CHF  แข็งมาเป็นอันดับ 1 , 5.9 GBP แข็งมาเป็นอันดับ 2 , 5.9 JPY แข็งมาเป็นอันดับ 2 คะแนนเท่ากัน , 5.7 CAD แข็งมาเป็นอันดับ 4 , 3.6 EUR ค่าเงิน อ่อนลงมา อยู่อันดับ 5 , 3.4 AUD ค่าเงิน อ่อนลงมา อยู่อันดับ 6 , 2.4 NZD ค่าเงิน อ่อนลงมา อยู่อันดับ 7 และ สุดท้าย 2.0 USD  ช่วงนี้ รั้งท้าย ..

วิธีการเปิด ออร์เดอร์ นำคู่เงินที่ค่ามาก เปิดออร์เดอร์ buy และค่าน้อยเปิด ออร์เดอร์ sell  เช่น  CHF , GBP  , JPY  รอจังหวะเปิด  Buy  ส่วน  AUD , NZ D , USD  รอจังหวะ  Sell  โดยรวม ๆ แล้ว ใช้งานไม่ยากครับ .. หรือจะใช้การเอาคู่เงินมาตั้งหารกันก็ยังได้

EUR/USD  =>  EUR : 3.6 หาร USD : 2.0 = 1.8  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  EUR/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

AUD/USD => AUD : 3.4 หาร USD : 2.0 = 1.7  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  AUD/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

USD/JPY => USD : 2.0 หาร JPY : 6.9 = 0.28 ค่าออกมา บวก แต่ต่ำกว่า หนึ่ง คู่ USD/JPY ยังน่าจะเป็นขาลงอยู่ครับ  มาดูตัวต่อไป

 

4.เว็บ Livewcharts.co.uk/currency 

เป็นเว็บใช้บอกความอ่อนและแข็งของค่าเงิน โดยจะแสดงค่าเป็น เฉดสี ไล่เรียงขึ้นไป ของคู่เงิน ซึ่งเว็บจะแสดงสกุลหลัก แต่จะไม่สามารถคำนวณได้แบบ indicator ที่ได้นำเสนอมาแล้วจะแสดงเฉพาะสกุลเงินนั้น ๆ โดย เริ่มจาก EUR , GBP , USD , AUD

JPY , CHF , NZD , CAD  จากภาพ ผมขอโฟกัสไปที่ สกุลเงิน  AUD เริ่มมีการไล่สีจากสีแดง => ส้ม => เหลือง => เขียวอ่อน  =>  เขียว => เขียวเข้ม  ดูเผิน ๆ ก็พอจะมองออกว่ากราฟจะเป้นขาขึ้น เพื่อให้แน่ใจ ผมจึงเปิด กราฟ คู่  AUD/CHF เป็นหนึ่งในคู่พิมพ์นิยม ก็ ตามภาพด้านล่างครับ

ภาพคู่  AUD/CHF ซึ่งกำลังจะไต่ระดับขึ้น เทรนขึ้น  มาดู สกุล  JPY  กันบ้างครับ ตอนนี้กำลัง.เป็นเทรนใหญ่เลยครับ เพราะ ทรัมป์ ออกมาประกาศขึ้นภาษีกับจีน  ป่วนทั้งโลกเลยครับ คู่เงินทุกคู่ ดิ่งทะลุแกนโลกเลย แดง  ..  มาดูความแข็งอ่อนของเงินสกุล  JPY กันได้เลยครับ ตามภาพด้านล่าง ..

กำลังจะเป็นเทรนขึ้น .. เพราะลงมาเยอะแล้วครับ  เริ่มจาก สีแดง => ส้ม .. สองเฉดสี มาที่นี่เลยครับ http://www.livecharts.co.uk/currency-strength.php

 

5.Myfxbook Heat Map

ในเว็บของ  Myfxbook ก็มีเมนูการแสดงค่าของ ความ อ่อน แข็งของค่าเงินเหมือนกันครับ โดยจะอยู่ใน เมนู  Market => Heat Map ซึ่ง จะแสดงข้อมูลของคู่เงินครบทุก TF กันเลย ไล่เรียงมาตั้ง

แต่ กราฟ 1 นาที => 4H , D1 , Week , Monthly  โดยแสดงเป็นเฉดสีเหมือนกับ อินดิเคเตอร์ที่ได้นำเสนอมาในตอนต้น พร้อมทั้งคู่เงินที่จับคู่มาพร้อมแล้วเช่น.AUD/JPY , AUS/USD , EUR/USD

โดยแสดงในรูปแบบ เฉดสีของ heat map เป็นทั้ง pips , percent ลองมาวิเคราะห์ คู่หลัก กันดูเริ่มที่  AUD/JPY  ไล่ลงมาดั้งแต่กราฟ เดือน  => เฉดสีแดง : เทรนขาลง , กราฟ  Week เฉดสีชมพู , กราฟ Day  => สีเขียว : เทรนขาขึ้น  , กราฟ 4H => สีชมพู  :  เทรน ????  ภาพรวมนั้นก็ยังไม่แน่ชัด แต่จากการที่ กราฟ 4H  กับ กราฟ 1H เป็น สีแดง ก็ยังมองได้ว่า น่าจะเป็นขาลง ..

และกราฟที่ต่ำลงไป ล้วนเป็นสีแดงทั้งหมด .. คงเป็นขาลง ..  มาดู สกุลที่กำลังวิ่งแรง อยู่ในตอนนี้

ใช่ครับ ทองคำ  Gold  วิ่งกระจายมาเป็น เดือน สองเดือนแล้ว และยังคงวิ่งต่อไป ในภาพเราเห็นว่า แทบทุก กราฟ ไล่ลงมาตั้งแต่ กราฟ เดือน  , สัปดาห์ ,  4H , 1H  ล้วนเป็นสีเขียวทั้งหมด  เรามาดูกราฟทองกันว่า เป็นขาขึ้นจริง ๆ ไหม

กราฟ D1  ของทองคำ .. พุ่งทะลุชั้นบรรยากาศไปเรียบร้อยแล้ว ..  แต่ส่วนตัวผมยังมองว่าการใช้ Heat Map  ของ  Myfxbook  นั้น ต้องวิเคราะห์ หลายส่วนครับ .. ขอดูกราฟดีกว่า ..  พบกันใหม่ตอนต่อไป ..

ทีมงาน : forexthai.in.th

Price structure และ มุมมองเทรดเดอร์

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

Price structure และ มุมมองเทรดเดอร์

เมื่อเทรดเดอร์เปิดชาร์ตขึ้นมาก็จะเปิดคู่ที่สามารถหาความเป็นไปได้ว่าราคาจะไปทางไหน มุมมองพวกนี้อาจมาจาก ความเข้าใจตลาด หรือ key levels หรือ fibo retracement ของการวิ่งแรงๆ หรือแม้แต่ chart pattterns ที่เหล่าเทรดเดอร์รู้จักกันดีน่าจะเป็น head and shoulder ซึ่งเป็นรูปแบบชาร์ตที่มีความเป็นไปได้สูงและพบเห็นได้บ่อยเมื่อราคากลับตัว ถ้าดูชาร์ตย้อนหลัง ท่านจะพบว่าท่านได้เห็น head and shoulder ที่จุดเปลี่ยนของชาร์ตเป็นประจำ

รูปแบบคร่าวๆ จะเป็นแนวนี้

`

ทำไมเมื่อพูดถึงมุมมองของเทรดเดอร์แล้วต้องยกตัวอย่าง head and shoulder  เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและโครงสร้างของราคาก็ดึงดูดเทรดเดอร์เข้าตลาดได้มากทำให้เทรดเดอร์เปิดออเดอร์มากขึ้น นั่นจะทำให้เกิด  liquidity มากซึ่งมาจากเทรดเดอร์ที่จะเข้าตลาด และ trapped traders ที่จำต้องออก การเปลี่ยน price structure จุดที่เทรดเดอร์จำนวนมากสนใจนั้นจะทำให้เกิดออเดอร์เยอะซึ่งเป็นสิ่งที่ขาใหญ่ต้องการเมื่อเข้าเทรด เพราะราคาจะไม่เคลื่อนมากเมื่อเปิดออเดอร์ และสามารถใช้ประโยชน์จากจำนวนออเดอร์ที่อยู่ในตลาดและออเดอร์ใหม่ที่รอเข้าหลังจากมีการเปลี่ยนโครงสร้างราคา

มาดูว่า perception ของเทรดเดอร์เป็นอย่างไร ส่วนมากที่เห็น head and shoulder มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาวิ่งมาเยอะพอสมควร และมุมมองเทรดเดอร์ที่เทรดตามเทรนก็จะมองไปทางที่ราคาวิ่ง ยิ่งเบรคกรอบราคาด้านล่างขึ้นมาด้วยลักษณะการเบรกแรง ทำให้ข้อมูลเปลี่ยน ทำให้เทรดเดอร์หันไปหาโอกาสทางเปิด buy orders พอเกิด left shoulder  ไหล่ช้ายที่เกิดตรงนี้ส่วนมาก sell orders พวกนี้มาจากการปิดทำกำไร จาก buy positions ด้านล่าง เพราะปิดทำกำไรตรงที่มีออดอร์ฝั่งตรงข้ามมากพอที่จะปิดกำไรได้โดยไม่ได้ดันราคาลงไปทำให้กระทบโครงสร้างราคา ราคาลงมาอีกหน่อยแถวๆ round number ราคาเด้งขึ้นไปอีก

แล้วราคาเบรค high ตรง left shoulder ขึ้นไป ราคา consolidation ให้ออเดอร์เข้าตลาดและเห็นขาใหญ่เข้าตลาดตอนราคาลงมาและถึงเส้นด้านล่าง neckline ของโครงสร้าง header and shoulder ตอนนี้ท่านได้ ไหลช้ายละหัวแล้ว ตรงส่วนหัวเป็นออเดอร์ที่มาจากการเข้าเทรด ไม่ใช่จากการปิดทำกำไรเพราะเอาชนะ พอราคามาถึงขั้นนี้

1. ขาใหญ่ได้เข้าตลาดราคาที่ดีจากกันด้นราคาเกิน left shoulder แล้วเปิด sell ที่ตำแหน่ง head ตอนนี้พอเข้าตลาดได้

2. มี trapped traders พวกที่เปิด buy positions ตรงส่วนหัว

3. เขาก็สามารถสร้าง chart pattern ที่เทรดเดอร์ส่วนมากรู้ เพื่อต้องการให้คนที่รอเข้าสนใจทางไหน

4. เขารู้ว่าถ้าราคาเบรด neckline จะมีออเดอร์เข้าเยอะทันที ทั้งคนที่เทรด chart pattern ตั้ง sell stops หรือ พวก trapped traders ก็จะตั้ง stop loss แถวพื้นที่เดียวกัน และพอราคาลงมาเทรดเดอร์ที่รอเปิดเชลก็จะเปิดทันที

พอราคาเบรคพื้นที่ neckline จะเกิดผลชัดเจนทันที รูปแบบการเกิดแบบนี้สามารถศึกษาได้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องมุมมอง perception ของเทรดเดอร์ว่า ถ้าโครงสร้างเปลี่ยนมันเปลี่ยนไปอย่างไร และยิ่งถ้าเป็นความรู้ที่เทรดเดอร์ส่วนมากรู้ก็ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่ดึงดูดเทรดเดอร์ได้เยอะทำให้เกิด liquidity เยอะเลยทำให้ราคาเคลื่อนไหวแรง

วิธีการเข้าเทรด head and shoulder ส่วนมากก็จะเป็นจุดที่ราคาเบรคตรง neckline รู้ได้อย่างไร? ดูจากการเคลื่อนไหวราคาจะเห็นชัดว่าเทรดเดอรส่วนมากมักจะเปิดออเดอร์ที่ตรงนั้น แต่ถ้าเราเข้าใจโครงสร้างว่าทำไมเกิด chart pattern นี้เราจะสามารถเข้าเทรดตำแหน่งที่ดีขึ้นได้ นั่นคือเปิดเทรดตรงที่เปิดเผยว่าขาใหญ่เข้าเทรดจริงๆ  ในที่นี้คือกรอบใต้ส่วนหัวเป็นจุดเข้าเทรดจุดแรกหลัง price action บอกหรืออาจเปิดหลังจากราคาเบรค neckline รอราคากลับมาก็ได้

ยังมีอีกกรณีที่ยากกว่านี้ไปอีก โดยขาใหญ่อาจล่า stop ตรงที่พื้นที่หัวก่อนสร้างโครงสร้างต่อเนื่องเล่นกับมุมมองการวิเคราะห์ชาร์ต  ต้องเข้าใจหลักการ stop hunting และพยามเทรดเมื่อเห็นว่าขาใหญ่เปิดเทรดจริงๆ จะเป็นช่วงที่สามารถเปิดตามร่องรอยที่เปิดผยแบบไม่ต้องรอนาน

การต้องการ liquidity นั้นเป็นสิ่งจำเป็น จากรูปด้านบนที่เลข 1 หลังจากราคาลงแล้วเด้งขึ้น ออร์เดอร์บายพวกนี้จาก taking profit แล้วราคาลงต่อไปอีก เพราะขาใหญ่รู้ว่ามี stop ก็จะดันลงไปให้ stop order ทำงาน ราคาก็จะลงไปหา buy limit ขาใหญ่ก็จะได้ buy low ได้จุดเข้าราคาที่ดีกว่าราคาเป็นการยืนยันการเข้าเทรด และสร้างส่วน head ของ pattern ตอนเกิดส่วนหัวยืนยันการเปิดเทรดจริง รอราคามา right shoulder ชาร์ตเปลี่ยน มุมมองของเทรดเดอร์เปลี่ยน ตอนนี้ trading bias ก็จะเริ่มมองขึ้นและเทรดเดอร์ที่เปิด sell positions ก่อนเกิดโครงสร้างนี้ก็จะเริ่มปิดออกจากตลาด พวกที่ sell lower เพราะช่วงโครงสร้าง left shoulder จนมาถึงส่วนล่างของส่วน Head ก็จะกลายเป็นพวกติดลบ พอราคามาเปิดเผยตรงพื้นที่เลข 3 คนพวกนี้เลยจำต้องออก ยิ่งจุดที่ราคาเบรค supply และปิดบนได้ยิ่งจะได้เห็นว่าออกกันเยอะมากขึ้น   เทรดเดอร์ที่มีออร์เดอร์ในตลาดก็ออก พวก trapped traders เกิดขึ้นเพราะชาร์ดเปลี่ยนมุมมองก็เลยเปลี่ยน ซึ่งมีผลต่อเข้าการเข้าและออก ทั้งเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาด เทรดเดอร์ที่รอเข้าตลาด ต่างก็โต้ตอบข้อมูลที่เกิดในตลาดต่างกันออกไป

ทีมงาน : forexthai.in.th

Indicator Forex ที่ต้องรู้

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

Indicator Forex ที่ต้องรู้

Indicator Forex ที่นักเทรดจำเป็นต้องรู้ มีไม่ต้องมากครับ เน้น ๆแต่ตัวที่เรารู้จริง รู้ลึก และชำนาญ  เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า อินดี้  ก่อนอื่นผมขอ อธิบายความหมายของเจ้า อินดิเคเตอร์นี้ก่อน..ว่า คือ อะไร .. คือ เครื่องมือชี้วัด โดยการนำเอาราคาคู่เงิน ย้อนหลังมาคำนวณ ตามรูปแบบ หริอตามสูตรต่าง ๆ ของ  indicator Forex แต่ละตัว โดยเทรดเดอร์นำมาใช้ในการตัดสินใจในการเทรดว่าจะขึ้นหรือลง

Indicator Forex ที่ควรใช้ Indicator ที่ตัว Trader เองถนัดและที่สำคัญใช้อย่าเยอะเพราะจะเกิดการสับสนของสัญญาณได้ เพราะฉะนั้นการที่ใช้ Indicator   ไม่ได้แปลว่าเราคือมืออาชีพ แต่นั่นอาจจะแสดงถึงการไม่แน่ใจใน Indicator ตัวใดตัวหนึ่ง โดยปรกตินั่นจะใช้อยู่ที่ราว 3 –  4 ตัวในการใช้งาน ก็ถือว่าเยอะสำหรับ การ Trade Forex นะครับ

Indicator Forex มีประโยชน์ ดังนี้ครับ

1.ช่วยบอกเทรน (trend) หรือแนวโน้มหลักว่าเป็นไปในทิศทางใด

2.สามารถบอกสัญญาณซื้อหรือขายได้ พร้อมทั้งบอกจุดที่เราจะทำการปิดคำสั่งซื้อขาย ตามเงื่อนไขที่เราได้ตั้งขึ้น

3.ช่วยลดความเสี่ยงในจุดเข้าซื้อขาย เพิ่มกำไรในออร์เดอร์

ภาพแสดง indicator forex  แนว  MACD  ส่วน เส้นสองเส้นนั้นไม่แน่ใจว่าเป็น  Stochastic

indicator Forex ที่ดีที่สุดจะเป็นอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรด  ดังนั้นมันจึงไม่มีหรอกอินดี้ที่ดีที่สุดบน Forex มีแต่ตัวที่เหมาะกับสไตล์การเทรดโดยรวมและครอบคลุม แต่มีสิ่งที่ดีก็คือ มีอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคบน Forex มีให้เลือกอยู่อย่างหลายรูปแบบ และจากประสบการณ์ของเราบวกกับใช้เวลาทดลองกับอินดิเคเตอร์ เราก็จะสามารถหาอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง

indicator forex ยอดนิยม

อินดิเคเตอร์นั่นมีหลากหลายให้ได้เลือกกัน  indicator Forex ที่วัดทั้ง ‘ราคาเปิด’, ‘สูง’, ‘ต่ำ’, ‘ราคาปิด’ และ ‘ปริมาณ’ นี่เป็นเหตุผลที่เราอยากแนะนำให้เริ่มด้วยอินดิเคเตอร์การซื้อขาย Forex ที่ง่ายก่อน ซึ่งในบทความนี้ได้รวบรวมอินดิเคเตอร์ต่างๆที่ดี และเป็นที่นิยมของบรรดาเทรดเดอร์ รวมทั้งบอกถึงข้อดีและข้อด้อยของแต่ละอินดิเคเตอร์ไว้ให้ งั้นเรามาเริ่มดูอินดิเคเตอร์ประเภทต่าง ๆ กันเลย

Indicator forex : EMA

จัดเป็นอินดี้ในกลุ่มที่เป็น ค่าเฉลี่ยของราคา หมวด  Moving  Average  นักเทรดจะใช้ดูแนวโน้มของเทรน ทั้งวัดความแข็งแกร่งของเทรนและแนวโน้มด้วย เพื่อให้ความรู้สึกได้ถึงความโดดเด่นของเทรนที่เกิดขึ้นได้ด้วย นับได้ว่าอาจเป็นอินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับ Forex มีการคำนวณความแตกต่างระหว่าง EMA ที่เร็วขึ้น และ EMA ที่ช้าลง ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังของอินดิเคเตอร์นี้ โดยที่อินดิเคเตอร์จะแปลงข้อมูลมาเป็นกราฟราคาสองบรรทัดเพื่อให้เราทราบแนวโน้ม

EMA 14,34  จัดได้ว่าเป็นค่าเฉลี่ย ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายพอสมควร ,  EMA 50 , EMA100 , EMA200 ก็ใช้บ่อยเหมือนกัน  โดยใช้เป็นตัวระบุเทรนของกราฟ เช่น แท่งเทียนอยู่ต่ำกว่า EMA100

หรือ EMA200  ถือว่าเป็นเทรนขาลง  .. แล้ว เส้น EMA ใช้กี่วันดีที่สุด ไม่สามารถฟันธงหรือตอบให้เคลียร์จบตรงประเด็นได้ว่าใช้กี่วันดีที่สุด เพราะนั่นขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของเทรดที่ต่างกัน แต่หลักการสำหรับการเลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยนั้น  เส้นเหล่านี้จะช่วยอ่านแนวโน้มทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ดังนั้นการแบ่งเส้นค่าเฉลี่ยเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้…

  1. EMA ระยะสั้น เส้นแนวโน้มที่นิยมใช้ 5-10 วัน ซึ่งจะช่วยบอกการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มแบบระยะสั้นมากๆ เหมาะกับคนที่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ อย่างนักลงทุนแบบ Day Trade …ถ้าเร็วไปอาจใช้ช้าลงหน่อยเป็น 20 หรือ 25 วัน ช่วยลดความผันผวนและเห็นแนวโน้มชัดเจนขึ้น
  2. EMA ระยะกลาง เส้นแนวโน้มหลักในภาพที่กว้างขึ้น เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาดูจอทั้งวัน อย่างนักลงทุนแบบ Trend Follower เส้นที่นิยมที่สุด คือ 50 วัน ตามด้วย 75 และ 100 วัน
  3. EMA ระยะยาว เป็นเส้นแสดงแนวโน้มการเคลื่อนไหวรอบใหญ่หลักเดือนและปี บอกสภาวะของแนวโน้มขาขึ้นและขาลงอย่างชัดเจน เส้นที่นิยมใช้มากที่สุด คือ 200 วัน

Indicator Forex : Bollinger Band

จัดเป็น indicator Forex ที่คล้าย ๆ กับ Moving  Average  เป็น เครื่องมือที่ช่วยวัด Volatility ถ้าตลาดมี Volatility ต่ำ Bollinger Bands ก็จะถูกบีบแคบ และในทางตรงกันข้ามเมื่อตลาดมี Volatility สูง Bollinger Bands ก็จะขยายกว้างขึ้น ซึ่งเราสามารถมองเห็นเส้น Bollinger Bands ได้อย่างชัดเจน โดย Bollinger Bands จะมีเส้นด้านบนและเส้นด้านล่างเป็นหลัก ส่วนเส้นตรงกลางระหว่างเส้นบนและเส้นล่างจะเป็นเส้น 21 Moving Average (เป็นค่าเริ่มต้น)

มาดูกันว่า เจ้า indicator forex : Bollinger Bands อย่างคร่าว ๆ ก่อนนะครับ  ใช้อะไรได้บ้าง

1.ใช้ในการหาแนวต้านและแนวรับของกราฟ : เส้นขอบบนทำหน้าที่เป็นแนวต้าน ส่วนเส้นที่ 2 คือเส้นขอบกลางทำหน้าที่เป็นทั้งแนวต้านและแนวรับ  เส้นขอบล่าง ทำหน้าที่เป็นแนวรับ

2.ใช้ในการหาแนวโน้มของกราฟราคา : แนวโน้มขาลง  , แนวโน้มขาขึ้น

แนวโน้มขาลง

ลักษณะของแนวโน้มขาลง ราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบล่างและไม่ค่อยจะขึ้นไปทะลุเส้นขอบกลางไปได้ หรืออาจจะขึ้นไปทะลุเส้นขอบกลางไปได้แต่ก็อาจจะกลับมาที่เส้นขอบล่าง

แนวโน้มขาขึ้น

ลักษณะของแนวโน้มขาขึ้น ราคาจะอยู่บริเวณเส้นขอบบนและไม่ค่อยจะตกลงมาทะลุเส้นขอบกลางไปได้ หรืออาจจะตกลงมาทะลุเส้นขอบกลางไปได้แต่ก็อาจจะกลับมาที่เส้นขอบบน

  1. Bollinger Bands นั้นเราสามารถใช้เป็นสัญญาณเตือนเมื่อตลาดเข้าสู่สถานะ Overbought (Bollinger Bands จะแคบ) และ Oversold (Bollinger Bands จะกว้าง)

 

การใช้ Bollinger Bands คู่กับ  Indicator Forex อื่น  

Bollinger Bands นั้นสามารถใช้ร่วมกับ Indicators ตัวอื่น ๆ เช่น Relative Strength Index (RSI) และ MACD เพราะฉะนั้นก่อนที่จะนำ Indicators 2 ตัวข้างต้นมาใช้ร่วมกับ Bollinger Bands แนะนำว่าให้ทำ Back-test เสียก่อนนะครับ ซึ่งถ้าทำ Back-test แล้วจะเห็นว่ามีเสถียรภาพในการใช้งานพอสมควร

 

Indicator Forex : Stochastic

เป็น indicator Forex ชนิด  Oscillator (ซึ่งคำนี้มันก็แปลว่า การแกว่งไปแกว่งมานั่นเอง) นั่นอาจเป็นชื่อที่ใช้เรียกในแง่ของลักษณะที่เกิดขึ้นในวิธีของอินดิเคเตอร์แบบอื่นที่มีแนวโน้มแบบแกว่งไปแกว่งมาได้ ซึ่ง Stochastic Oscillator จะคล้ายกับอินดิเคเตอร์อื่น ๆ ที่ช่วยในการระบุพื้นที่ที่มีการซื้อเกิน (overbought) หรือ ขายเกิน (oversold) ผ่านการวัดโมเมนตัม

โดยการวัดค่าของ  Stochastic  จะอยู่ในช่วง 0 – 100  จะแบ่งได้ 2โซนดังภาพคือโซน 0-20 และ โซน 80-100 นี่คือค่ามาตรฐานที่ให้มา

1.โซน 0-20 เรียกว่าโซนขายมาก (Over Sold)

2.โซน 80-100 เรียกว่าโซนซื้อมาก (Over Bought)

ใช้งานได้ดีในภาวะที่ตลาดเป็น Side Way ลักษณะของ Sto นั้นจะมีความเร็วพอกับราคาทำให้เรามองกราฟได้ง่าย ๆ ว่าช่วงไหนที่ราคามีการซื้อเยอะ หรือช่วงไหนที่ราคามีการเทขายเยอะในตลาด  สำคัญครับ => Stochastic Oscillator ไม่เหมาะกับตลาดที่เป็นเทรน

สำหรับในสภาพที่กราฟ Sideway จะกลับตัวที่โซน 10-25 และ 75-90 ใน EUR/USD ช่วง Sideway ใช้ได้ดีใน TF 5 นาที ถ้าใช้ Stochastic เทรดในช่วง Sideway  ให้เตรียมรองอีกสัก 2-3 ไม้ เผื่อโดนลาก

Super  STO ( Super overbought/super oversold ) Super STO จะอยู่ในโซน 0-10 และ 90-100 สามารถใช้ได้กับ Trend ถ้าเข้า Super STO จะแสดงว่า ยังไปต่อได้อีก..

 

Indicator Forex : MACD

จัดได้ว่าเป็น อินดี้ตัวต้น ๆ ตัว TOP  ที่นักเทรดใช้งานกันเลย.. ย่อมาจาก Moving Average Convergence Divergence ตัวนี้ทำงานแบบ วิ่งในกรอบ สถานะ Over Bought , Over sold และร่วมกับ เส้น Moving Average

ปกติแล้วเส้น MACD จะคำนวณโดยนำ EMA 26 วัน ลบกับ EMA12 วัน และจากนั้น EMA 9 วันของ MACD จะถูกพล็อตจุดเป็นเส้นสัญญาณแนวโน้ม เมื่อเส้น MACD ตัดตัวต่ำกว่าเส้นสัญญาณก็จะเป็นสัญญาณขาย เมื่อมันข้ามเหนือเส้นสัญญาณมันเป็นสัญญาณซื้อ สามารถตั้งค่าพารามิเตอร์ทั้งสาม (26, 12 และ 9) ตามที่ต้องการ เช่นเดียวกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ การดำเนินของอินดิเคเตอร์จะช่วยให้การค้นหาการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุด

เราสามารถนำไปใช้งานเพื่อทำกำไรได้ใน 3 รูปแบบด้วยกัน ประกอบไปด้วย

  1. ทำการซื้อขายเมื่อแท่ง MACD Histogram ตัดที่เส้น 0.0 หรือหลักง่ายๆ คือให้มองว่าเส้น 0.0 คือผิวน้ำ และแท่ง MACD Histogram เป็นภูเขา เราจะสังเกตุดังนี้คือหาก MACD Histogram กำลังขึ้นเป็นลักษณะอยู่เหนือน้ำเราจะทำการ Buy แต่ในทางกลับกัน คือถ้า MACD Histogram กำลังลงสู่ใต้น้ำ เราจะทำการ Sell
  2. รอให้เส้น Signal Line (เส้นสีแดง) และ Moving Average (เส้นสีน้ำเงิน) ตัดกันได้สักพักหนึ่ง จึงทำการซื้อขาย เราจะไม่ทำการซื้อขายทันทีที่ทั้งสองเส้นตัดกัน โดยหลักการดูก็คือ ณ จุดตัด ถ้าเส้น Signal Line มีทิศทางลงให้ทำการ Buy แต่ในทางกลับกันคือ ถ้ามีทิศทางขึ้นให้ทำการ Sell

ทั้งหมดนี้คือการแนะนำให้รู้จักกับ Indicator forex เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และลงทุน ด้วยการใช้โปรแกรม MT4 รวมทั้งการใช้เพื่อวิเคราะห์วางแผนลงทุนเบื้องต้น ซึ่งเทรดเดอร์สามารถทดลงใช้และปรับประยุกต์ตามความต้องการ..

ทีมงาน : forexthai.in.th

Fibonacci แบบง่ายๆ

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

Fibonacci แบบง่ายๆ

Fibonacci จัดเป็นอินดิเคเตอร์ที่ได้รับความนิยมมากในตลาด Forex และไม่ใช่แค่ในตลาด Forex เท่านั้นที่นิยมวิเคราะห์กราฟราคาด้วย Fibonacci Indicator แต่เทรดเดอร์ที่วิเคราะห์กราฟราคาด้วยปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) ต่างนิยมใช้ Fibonacci Indicator วิเคราะห์กราฟราคา ซึ่งหลักการทำกำไรจาก Fibonacci Indicator เป็นการตั้งราคาเป้าหมายจากแนวรับและแนวต้าน โดยให้ค่าตัวเลขของ Fibonacci เป็นราคาเป้าหมาย ซึ่งค่าตัวเลข Fibonacci แบบ Basic หลายคนอาจจะใช้เป็นอยู่แล้วหรือรู้อยู่แล้วว่ามีค่าตัวเลขอะไรบ้าง

Fibonacci Indicator เป็นการวิเคราะห์กราฟราคาจากแนวรับและแนวต้าน ซึ่งเทรดเดอร์ส่วนใหญ่เข้าใจหลักการนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว จึงทำให้การวิเคราะห์กราฟราคาด้วย Fibonacci Indicator เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ง่าย แต่มีศักยภาพสูง

ลำดับเลข Fibonacci คือชุดตัวเลขที่เลขแต่ละตัวจะเท่ากับผลรวมของตัวเลขสองตัวก่อนหน้า 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, 144… ไปจนถึงอนันต์ ลำดับนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ ‘อัตราส่วนทองคำ’ เพราะถ้าคุณเลือกตัวเลขฟีโบนัชชีสองตัวที่ติดกันอัตราส่วนของสองเลขนั้นจะใกล้เคียงกับ 1.618 มากดังนั้นตัวเลข 1.618 นี้จึงถูกเรียกว่า ‘ฟี’ หรืออัตราส่วนทองคำ

อัตราส่วนทองคำปรากฏบ่อยครั้งในธรรมชาติสถาปัตยกรรมงานวิจิตรศิลป์ชีววิทยาและแม้กระทั่งในตลาดการเงินอย่าง Forex ตัวอย่างของสิ่งที่มีอัตราส่วนทองคำได้แก่มหาพีระมิดแห่งกีซา, ภาพวาดโมนาลิซ่าของลีโอนาร์โดดาวินชี, เปลือกหอยนอติลุส, กาแลคซีเกลียว, ดอกทานตะวัน, กิ่งไม้, รังผึ้งและใบหน้าของมนุษย์

การใช้ Fibonacci สำหรับ Forex ในระดับ 61.8%, 38.2%, 23.6% มากที่สุดในตลาดการเงินตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มาจากลำดับโดยตรงแต่มาจากความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ระหว่างตัวเลขและลำดับ

–   พื้นฐานของอัตราส่วน 61.8% มาจากการหารตัวเลขในชุด Fibonacci โดยตัวเลขที่ตามมายกตัวอย่างเช่น 34/55 = 0.6181

–   อัตราส่วน 38.2% มาจากการหารตัวเลขในชุด Fibonacci โดยตัวเลขถัดไปทางด้านขวาสองตำแหน่งยกตัวอย่างเช่น 34/89 = 0.3820

–   อัตราส่วน 23.6% มาจากการหารตัวเลขในชุด Fibonacci โดยตัวเลขถัดไปทางด้านขวาสามตำแหน่งยกตัวอย่างเช่น 34/144 = 0.2361

Fibonacci Retracements ใน MT4

ยังแบ่งออกเป็น 5 แบบครับ => Retracement , Time Zone , Fans, Arcs , Expansion ในตอนนี้จะนำเสนอในส่วนของ Retracement เท่านั้น เนื่องจากว่าเป้นที่นิยมมากสุดในเหล่าเทรดเดอร์ หากต้องการใช้ Fibonacci Retracement ให้ไปที่ ไอคอน Fibonacci Retracement ในแถบเครื่องมือที่ด้านบนซ้ายของหน้าจอ

ในกรณีที่มีการขยับลงดับเบิ้ลคลิกจาก Swing High (จุดสูงสุดเมื่อไม่นานมานี้ที่สูงที่สุด) แล้วลากไปที่ Swing Low (จุดต่ำสุดเมื่อไม่นานมานี้ที่ต่ำที่สุด) จากตรงนั้นจะเห็นตารางของระดับ 23.6%, 38.2%, 50% และ 61.8% บนกราฟโดยตำแหน่งเหล่านี้แสดงระดับที่ราคาอาจพบแนวต้านกล่าวอีกนัยหนึ่งคือจุดที่ราคาอาจกระเด้งออกแล้วย้อนกลับต่ำลงไป

ในกรณีที่มีการขยับขึ้นดับเบิ้ลคลิกจาก Swing Low แล้วลากไปที่ Swing High จากตรงนั้นคุณจะเห็นตารางของระดับ 23.6%, 38.2%, 50% และ 61.8% บนกราฟโดยตำแหน่งเหล่านี้แสดงระดับที่ราคาอาจพบแนวรับกล่าวอีกนัยหนึ่งคือจุดที่ราคาอาจกระเด้งออกแล้วย้อนกลับสูงขึ้นไป

จะเห็นได้ว่าการลาก Fibonacci นั้น ไม่ยากเลย ลากง่าย ๆ อีซี่ อีซี่ ..

 

การทำกำไรจาก Fibonacci  => ขาขึ้น และขาลง

มาดูการทำกำไรในขาขึ้นกันครับ ขอใช้กราฟ H1 คู่เงิน  GBP/JPY  โดยผมจะกาง Fibonacci ที่ราคา 141.105 นี่คือ จุด 0.0 จากนั้น เปิด ออร์เดอร์ Buy  ที่ราคา 141.105  แล้วรอจังหวะปิด

ซึ่งปกติโดยทั่วไปราคาจะพักตัวอยู่ที่บริเวณ 61.8 , 50.0 และ 38.2 ในการหาทิศทางของตลาดนั้น ก็ให้ดูว่าราคามันกำลังวิ่งออกจากกรอบ (สัดส่วน) ไปฝั่งไหน ก็ให้เราเข้าออเดอร์ในฝั่งนั้น โดย ตั้งจุด TP ไว้ที่ 50.0  หรือ 61.8 ไว้  มาดูว่า ถ้าเราปิด TP ที่ 50.0 จะบวกมาเท่าไหร่ ตามภาพเลย

ในภาพ เราเปิด Buy ที่ราคา 141.105 รอให้ราคาทะลุ 50.0 ก็จะปิดออร์เดอร์ที่ราคา 142.893 ซึ่งใช้เวลา 31 แท่ง  ( 31 ชั่วโมง ) บวกมา 175.9 pips แต่ถ้าเรานิ่งขึ้น และเย็นนิด รอไปปิด TP ที่ 61.8 จะไก้กำไรเพิ่มอีกเท่าไหร่ มาดูกันเลย ..

ในภาพ ผมลองขยาย จุด TP ไปปิดที่ 61.8 ก็คือไปปิดที่ราคา 143.281  ซึ่ง ใช้เวลา เพิ่มจาก 31 => 55 ชั่วโมง บวกมา 214.7 pips  ถือว่าคุ้มค่าที่ขยาย บวกเพิ่มขึ้นมาก 39 pips เลย .. ส่วนจะขยาย TP ไปที่ 100.0 ก็ลองดูนะครับ ..

มาที่การทำกำไรในขาลงกันต่อเลย กาง Fibonacci  กันเลย หาจุดสูงสุดในหน้าจอนั้น ๆ เลย

ในหน้าจอนี้ ราคาสูงสุดอยู่ที่ 135.622  เรากางทันที  ให้ Fibonacci 0.0 ที่ราคานี้เลย จากนั้นลองตั้ง TP ที่ 61.8 ดูว่าจะบวกมา กี่ pips .. ตามภาพด้านล่างเลย

ในภาพ เราตั้ง TP ที่ 61.8 ซึ่งไปปิดที่ราคา 135.009  ซึ่งใช้เวลา 23 ชั่วโมง บวกมา 61.3 pips ถือว่า พอรับได้ กำไรพอสมควรกับเวลา 1วัน

แนวทางการกาง  Fibonacci  ด้วยตัวเอง แนว ง่าย ๆ อีซี่ อีซี่ .. ครับ ลองหัดบ่อย ๆ และทนรอเป้าหมาย บวก แน่ ครับ แต่จะตอนไหนเท่านั้นเอง

 

Retracement Zone (จุดพักตัวหรือแนวรับแนวต้าน)

Retracement Zone คือบริเวณที่ราคามีการฟักตัวอยู่ หากราคาวิ่งขึ้นตำแหน่งก็จะอยู่ระหว่าง 61.8 – 78.6 และถ้าราคาวิ่งลง ตำแหน่งจะอยู่ที่ 38.2- 23.6 ในการเข้าออเดอร์ buy หรือ sell นั้น  ราคาก็ควรจะยู่ที่ 78.6 (กรณีราคาขึ้น) หรือ 23.6 (กรณีราคาลง) แต่ถ้าหากเป็นวัยรุ่นใจร้อน ก็อาจจะเข้าออเดอร์ buy หรือ sell เลย ที่ตำแหน่ง 61.8  (กรณีราคาขึ้น) หรือ 38.2 (กรณีราคาลง) เพราะขี้เกียจรอนานนั่นเอง

 

Fibonacci กับ EMA

วิธีนี้เป็นการเพิ่มความแม่นยำในการเทรดยิ่งขึ้น โดยใช้ร่วมกับ เส้น EMA 100 จะมีความแม่นยำสูงมากในการทำกำไร แต่ต้องขยับจากกราฟ H1 ขยายไปยัง กราฟ H4 ..  สำคัญมากครับ! ลำดับแรกก่อนที่เราจะทำการเทรดเราต้องดูเทรนของคู่เงินก่อนครับว่ามันอยู่ในเทรนใด กราฟต้องมีเทรน โดยในภาพผมจะใช้เส้นสีแดง (EMA 100) สำหรับดูเทรนคู่เงิน

ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็ยังคงใช้ GBP/JPY เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนไปใช้กราฟ H4 มาดูเทรนของกราฟกัน

ในภาพ เรากาง Fibonacci เป็นเทรนขาลง โดยเริ่มที่ 0.0 =>  135.650 จากนั้นสร้างเส้น EMA100 ขึ้นมา ผมใช้สีแดงครับ เพื่อให้ดูง่าย เพราะพื้นหลังกราฟเป็นสีดำ เมื่อแท่งเทียนหลุดลงมาต่ำกว่าเส้น EMA100 และอยู่ต่ำกว่า Fibonacci => 38.2 ให้ถือว่าเป็นเทรนขาลงที่ค่อนข้างแน่นอน เราเตรียมเปิด ออร์เดอร์ Sell  ได้เลย

เมื่อแท่งเทียนหลุดเส้น EMA100  นั่นคือเทรนขาลง เราเปิด Sell เลย ในภาพเปิดที่ราคา 135.184 แล้ว รอปิด  TP ที่ Fibo 100.0 ใช้เวลาถือ 5 แท่ง ( 5X4 = 20 ชั่วโมง ) บวกมา 59.9 pips  ก็รับได้ครับ ขอให้บวก

การกาง Fibonacci และเส้น  EMA100 ในขาขึ้นบ้าง เริ่มกางเลยพร้อมเพิ่มเส้น EMA กันตามภาพ

ในภาพก็ยังคงใช้คู่  GBP/JPY เหมือนเดิมครับ เริ่มกางขาขึ้นที่ราคา 144.60 => Fibo 0.0 กราฟทะลุขึ้นผ่านเส้น  EMA100  ที่บริเวณ Fibo 38.2  ( เหมือน ๆ กันขาลง ) วึ่งเป็นการยืนยันในเทรนขาขึ้น เราเปิด ออร์เดอร์ Buy ที่ราคา 145.693  เลยครับ

ในภาพ ใช้เวลาถือไว้  9 แท่ง => 36 ชั่วโมง .. ชนจุด TP ที่  Fibo 100.0 => 147.410  บวกมา 173 pips  ถือว่า คุ้มค่าเลยครับ สำหรับไม้นี้

## การออกจากการเทรดจะสามารถดูจาก Fibonacci  ที่ 61.8% หรือ 100%ในเป้าแรก และ 161.8% ##

## เทรดเดอร์จะใช้  Fibonacci  เป็นแนวรับแนวต้าน ดังนั้น เทรดเดอร์หลาย ๆ คน จึงมองระดับแนวรับแนวต้านเดียวกัน และหาจังหวะเปิด ออเดอร์ Buy หรือ Sell หรือแม้กระทั่งใช้เป็นจุดทำกำไรและจุดออกเพื่อเติมเต็มความมั่นใจในการวิเคราะห์การเทรด ##

##  ราคาเป้าหมายอันเป็นกำไร ที่เทรดเดอร์หวังอย่างมาก ก็คงเป็น 100.0 – 161.8  แต่โดยส่วนมากราคามักจะวิ่งมาชนแค่  61.8 ถึง 100.0  กรณีที่วิ่งไปถึง FE 161.8 หรือทะลุ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่คงจะไม่บ่อยนัก ##

ส่วนตัวผมแล้ว การใช้งาน เจ้า  Fibonacci  ยังไม่คล่องแคล่ว นัก .. จึงเฉย ๆ กับ วิธีนี้ .. พบกันใหม่ตอนหน้า

ทีมงาน : forexthai.in.th

การวิเคราะห์แบบ Multi-timeframe

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

การวิเคราะห์แบบ Multi-time frame ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการเทรด

การวิเคราะห์แบบ Multi-time frame: ถ้าเราเทรดด้วยผลการวิเคระห์ price chart เป็นหลัก หรือเราเชื่อว่าถ้าเราอ่านชาร์ตเปล่าเป็น ชาร์ตเปล่าเพียงพอที่จะให้ข้อมูลท่านในการเทรด โดยไม่ใช้อินดิเคเตอร์ตัวไหนเลย  การรู้-เข้าใจตลาด รู้เทรดเดอร์ประเภทต่างๆ และความสามารถในการอ่าน price chart เป็นสิ่งจำเป็น

เช่นเราคาขึ้น-ลงเพราะ จำนวนออเดอร์ระหว่าง sell และ buy orders เพิ่มไปในตลาดเพิ่ม liquidity แต่ละจุดๆ และ มี market orders หรือ market orders ที่มาจากการออกจากตลาด เช่น Stop loss เข้าไป เพื่อลบจำนวน liquidity เข้าใจหลักมุมมองตลาดต่างๆ เช่น Support/Resistance, Supply/Demand, Fibo, Price Action การรตั้ง Take Profit และ Stop  Loss การวิเคราะห์จุดที่มอง ตั้งแต่ 2-3 timeframes จะทำให้ท่านเห็นโครงสร้างราคาที่เกิดขึ้น และกำลังให้ข้อมูลอะไรท่าน และ จะทำให้ท่านหาจุดเข้าเทรดได้แคบลงและความเป็นไปได้การเทรดสูงขึ้น พวกนี้เราจะสามารถมองจากชาร์ตเปล่าอย่างไร

เช่นถ้าเป็น Day Traders เราอาจจะมอง ภาพรวมหรือจุดวิเคระห์หลักๆ จาก D1 และ H4 เป็นหลัก อาจดูชาร์ต W1 ประกอบด้วย เราก็จะหารายละเอียดจุดที่เรามอง หรือหาโครงสร้างออเดอร์ผ่าน price chart ที่ชาร์ต H1 หรือ M30 เพื่อหาจุดที่ชัดเจนของ D1 แล้วค่อยไปหาจุดเข้า-ออกที่ ชารต M15/M5 เราก็จะได้ภาพที่ชัดขึ้น แนะนำให้ใช้ 2-3 ชาร์ตพอ เกินจากนั้นไปอาจทำให้สับสนได้ การวิเคราะห์แบบหลาย timeframes ทำให้ท่านไม่หลงทางและหาจังหวะการเข้าได้แม่นขึ้นเพราะ เห็นโครงสร้างราคาที่เกิดขึ้นแบบหลายมิติ โดยเห็นภาพรวมและเห็นจุดเคลื่อนไหวรายละเอียดใน timeframe ย่อย

การมองหาจุดเทรดจาก Supply/Deman, Support/Resistance หรือ key levels  ต้องอย่าลืมว่าออเดอร์ทำงานอย่างไร liquidity เพิ่มและลดอย่างไร เพราะถ้ามี liquidity มาก จะทำให้พื้นที่นั้นโต้ตอบได้ดี ยิ่งใน timeframe น้อยลงไปก็จะเห็นได้ชัด

อีกจุดหนึ่งที่ต้องใส่ใจ เมื่อท่านเห็นความเป็นไปได้สูงในการเข้าเทรดจาก timeframe ใหญ่ การลงไปดูใน timeframe ย่อยประกอบจะช่วยให้เห็นโครงสร้างราคาชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่น ถ้าเห็น D1 demand ลองไปดู H1/M30 เพื่อดูพัฒนาการของราคาต่อจุดที่ท่านมองว่าราคากำลังบอกอะไร แล้วลงย่อยไปที่ชาร์ต M15/M5 เพื่อหาไทม์มิ่งในการเข้าและออกจากตลาด ท่านจะเห็นรายละเอียดว่า ขาใหญ่เริ่มเทรดจริงหรือยัง สถานะ liquidity ตอนนี้เป็นยังไง   ดังนั้นการวิเคระห์ด้วยการมองชาร์ตต่าง timeframes จะทำให้ท่านหาจุดเข้าและออกได้ง่าย และที่สำคัญจะทำให้ท่านเห็นชัดว่าช่วงไหนที่ราคาน่าจะวิ่งผ่านไปไม่ยาก เพราะเรื่องหลักการออเดอร์ เมื่อ limit orders พื้นที่ๆ โดนลบไปด้วย market orders ช่วงผ่านมาตอนราคา retracement/test  หรือ unfilled orders โดน filled กลายเป็นตำแหน่งที่เปิดในตลาด Positions พวกนี้สำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ออเดอร์ที่เปิดอยู่ติดลบ เพราะทางเลือกของ trapped traders จะมีแค่ว่าจะปิดเสียมากน้อยแค่ไหน

จากมุมมองเรื่องออเดอร์ที่มองพวก Trapped Traders ประกอบ จะพบว่าอย่าง Imbalance ระหว่างออเดอร์ใหม่ๆ หรือไม่กี่วัน  ที่สะท้อนการเข้าตลาดจริงของขาใหญ่ที่เห็นจากชาร์ต D1 ราคาค่อนข้างจะโต้ตอบดีเพราะหลักการออเดอร์ที่มาจากเทรดเดอร์พวกที่อยู่ในตลาด โดยเฉพาะพวกที่ติดลบ จากหลักการนี้ อาจทำให้เรามองเห็นได้ว่า พื้นที่ๆ มี เทรดเดอร์ติดลบสามารถมองเป็นพื้นที่ supply/demand ได้ เช่นการหาโอกาสเทรด พวกแนวรับกลายเป็นแนวต้าน  แนวต้านกลายเป็นแนวรับ Supply กลายเป็น Demand และ Demand กลายเป็น Supply  การเทรดพวกนี้ใช้การมองต่าง timeframes ประกอบจะทำให้ท่านเป็นจุดเข้าได้ชัด

อีกอย่างหนึ่งต้องเข้าใจเมื่อวิเคระห์จุดที่สนใจต่าง timeframes รูปแบบแท่งเทียนจะต่างกันออกไป ท่านต้องเข้าใจหลักกการนำเสนอของแท่งเทียน Candlestick candles โดยเฉพาะรูปแบบแท่งเทียน price action เช่น Pin Bar หรือ Engulfing Bars เมื่อมองในชาร์ต timeframe ที่เล็กกว่า ต้องหัดฝึกการวิเคราะห์ต่าง timeframes และอาจใช้ tools ที่ช่วยสร้างขบวนการวิเคราะห์ต่าง timeframes จะได้ชำนาญยิ่งขึ้น

การหาจุดเข้า-ออก จาก timeframe น้อย หลังจากผ่านการวิเคราะห์หลาย timeframes จะทำให้เข้า-ออกตรงจุดมากกว่าเดิม  เช่น วิเคราะห์ D1/H4 เป็นหลัก H1/M30 หากจุดที่ต้องการโฟกัสเรื่องออดอร์กับโครงสร้างที่กำลังเกิด และ หาจุดเข้าที่ M15/M5 จะทำให้เข้า-ออกได้ดียิ่งขึ้น

อีกอย่างร่องร่อยการเปิดออเดอร์ที่มาจากตลาดจริง พร้อมมี trapped traders ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน จะเป็นพื้นที่ๆ ทำงานดีกว่าพื้นที่เกิดไกลๆ เมื่อมองหาจุดที่เป็นต้นตอ และจุดที่ราคากลับมา ดูอย่าง ชาร์ต D1 ประกอบต่อไปนี้ ถ้าระยะห่างมาก โดยเฉพาะ D1 ขึ้น ต้องรอ การโต้ตอบ D1 เปิดเผยข้อมูลใหม่ก่อนค่อยจะเห็นโอกาสเทรดชัดขึ้น

การวิเคระห์ต่าง timeframes อาจประยุกต์ได้หลายอย่าง เช่น Day Traders อาจใช้ ชารต์ D1/H4 เป็นตัวหาจุดหลัก อาจมอง W1 ประกอบ ใช้ H1/M30 เพื่อดูโครงสร้างราคาและพัฒนาการราคาและหาจุดอ้างอิงที่ชัดเจน และ M15/M5 เป็นจุดเข้า-ออก, Scalper อาจจะใช้ H1 เป็นหลัก อาจมีตรวจเช็คกับชารต H4, หาจุดอ้างอิงชัดๆ จาก M30/M15 แล้วเปิดเข้าและออกที่ M5/M1 เป็นต้น ให้อ่านโครงสร้างราคาและ price action ประกอบ การอ่าน price action ทางแท่งเทียน อย่าไปอ่านแค่บาร์ต่อบาร์ ต้องอ่านเป็น อาการ (effort and result) ว่า บาร์พวกนี้ต่อเนื่องบอกอะไร เช่น ให้ความสำคัญการปิด (bar close) ของแท่งเทียนที่มีขนาดใหญ่ (body size) และ ดูหาง (wick) ยิ่งเป็นการปิดในพื้นที่แนวรับต้าน

ทีมงาน : forexthai.in.th

ทำกำไรไปกับ Stochastic

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ทำกำไรไปกับ Stochastic

Stochastic หรือเรียกได้อีก ว่า Stochastic Oscillator คือ Indicator ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ใคร ๆ ก็ใช้ เป็น Indicator ที่ให้สัญญาณการซื้อขายเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง จึงเป็น Indicator ที่นิยมมากมาย ในเหล่า Trader เป็นอย่างมาก โดย  Stochastic Oscillator จัดอยู่ในหมวด Oscillator ซึ่งเป็น Indicator ที่ใช้ในการวัดการแกว่งตัวของราคา Forex  หรือเป็น Indicator ที่เหมาะกับการวิเคราะห์ในสภาวะตลาดที่เป็น Sideway ก็คือจะใช้งานได้ดีในสภาวะกราฟที่มีการแกว่งตัวขึ้นลงในช่วงไม่กว้างนัก ..

Stochastic  นั้นจะเคลื่อนไหวตาม Momentum ของราคา จากคำกล่าวที่ว่า “การเปลี่ยนทิศทางของ momentum จะเกิดขึ้นก่อน การเปลี่ยนทิศทางของราคา” อย่างใน Bullish และ Bearish Divergence จะเห็นได้ว่า Stochastic นำไปใช้แสดงถึงการกลับตัวของราคาที่จะเกิดขึ้นได้  ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ Stochastic Oscillator ในการคาดการณ์การเกิดขึ้นของแนวโน้มในอนาคต

 

การเปิดใช้งาน Stochastic

เปิดโปรแกรม MT4 แล้วเข้ามาที่แถบเมนู Insert > Indicators > Oscillators > Stochastic Oscillator

จากนั้น  เจ้า  Stochastic ก็จะไปแสดงอยู่ด้านล้างของกราฟ ตามภาพข้างล่างเลยครับ โดยจะไป

เปิด Window1 ขึ้นมาเพิ่มอีก แล้วค่า Default ที่มาพร้อมก็จะเป็นค่า  20,80 ครับ ซึ่งเราสามารถปรับแต่งและเพิ่มเติมได้

Stochastic Oscillator มีเส้นที่ชี้บอกสัญญาณอยู่  2 เส้น

  1. เส้น %k คือเส้น Stochastic ที่เป็นสีแดง
  2. เส้น %D คือเส้นค่าเฉลี่ยของ %K เป็นเส้นสีฟ้า

Stochastic นั้นจะวิ่งอยู่ในช่อง 0-100 โดยโซน Overbought จะมีค่าตั้งแต่ 80 ขึ้นไป ซึ่งหมายถึงราคามีแรงซื้อเข้ามามากเกินไป อาจจะมีการปรับตัวลงในเร็วๆนี้ แถบสีน้ำเงิน

โดยโซน Oversold จะมีค่าตั้งแต่ 20 ลงไป ซึ่งหมายถึงราคามีแรงขายเข้ามามากเกินไป อาจจะมีการปรับตัวขึ้นในเร็วๆนี้ แถบสีแดง

 

Stochastic Oscillator  ทำหน้าที่อะไร

  • บอก Oversold/Overbought ตามหลักการแล้ว เมื่อราคาเข้ามาที่โซน Overbought ราคาอาจจะมีการปรับตัวลงในเร็วๆนี้ เตรียม Sell  ถ้าราคาเข้ามาที่โซน Oversold ราคาอาจจะมีการปรับตัวขึ้นในเร็วๆนี้ เตรียม Buy ย้ำว่าเป็นเพียงหลักการครับ ..
  • บอกการกลับทิศทางของราคา (Bullish กับ Bearish Divergence) , บอกการกลับทิศทางจากขาขึ้นเป็นขาลง , บอกการกลับทิศทางจากขาลงเป็นขาขึ้น
  • บอกจุดเข้าซื้อ – ขาย , เปิด ออร์เดอร์ Buy เมื่อเส้น %K ตกลงโซน Oversold แล้วขยับขึ้นมาเหนือ 20 / เปิด ออร์เดอร์ Sell เมื่อเส้น %K ขึ้นไปถึงโซน Overbought แล้วตกลงมาต่ำกว่า 80

ภาพแสดงจังหวะการเปิด ออร์เดอร์ Sell  เส้นฟ้า %D ตัดเส้น %K เส้นแดง ตัดลง

ภาพแสดงจังหวะการเปิด ออร์เดอร์ Buy เส้นฟ้า %D ตัดเส้น %K เส้นแดง ตัดขึ้น

 

Stochastic จะใช้งานได้ดี ในกรณี ดังนี้

–   เนื่องจาก Stochastic Oscillator เป็น indicator ประเภท momentum oscillator ดังนั้นสัญญาณซื้อ-ขายที่แม่นยำ จึงใช้ได้ดีกับตลาดที่ไม่เกิดแนวโน้ม (Sideway) เพราะตลาดจะแกว่งตัวขึ้นลงไปมา

–    ดังนั้นในตลาดขาขึ้น (Uptrend) Stochastic จึงให้สัญญาณซื้อได้ดีกว่าสัญญาณขาย เพราะหากขายไปหุ้นมักจะขึ้นต่อ เนื่องจากมันแค่ย่อตัวลงมาเท่านั้น momentum ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางแต่อย่างใดและตลาดมีลักษณะแกว่งตัวเป็นขาขึ้น

–    ในตลาดขาลง (Downtrend) Stochastic จะให้สัญญาณขายที่แม่นยำกว่าสัญญาณซื้อ เพราะ หากซื้อจะทำให้ขาดทุนได้ เนื่องจาก ตลาดแกว่งตัวลง momentum ยังอยู่ในทิศทางขาลง

–    สัญญาณ Bullish & Bearish Divergence นั้นจะเพิ่มความแม่นยำให้กับผู้ใช้เครื่องมือได้ แต่ต้องดูแนวโน้มประกอบในการตัดสินใจ หากเป็นขาลงที่แข็งแกร่ง การเกิด Bullish Divergence นั้น จะต้องรีบเข้าและรีบออกจากตลาด (โดยเฉลี่ย 3-5 วัน) เพราะ แนวต้านของแนวโน้มนั้นจะมีความแข็งแรง ราคาเพียงแค่เกิดการพักฐานในขาลงเท่านั้น

 

การทำกำไรด้วย Divergence

เราสามารถใช้ เจ้า  Stochastic ในการที่จะหาจังหวะการเปิดออร์เดอร์เพื่อทำกำไร กับสภาวะ

Divergence  ของกราฟได้ โดยใช้คู่ขนานไป => divergence ขาขึ้น  : Stochastic  ทะลุ 20

เปิด ออร์เดอร์  Buy

=> Divergence ขาลง  : Stochastic  หลุด 80  เปิด ออร์เดอร์  Sell

 

การทำกำไรด้วย Zone ของ  Stochastic

ปกติ เจ้า Stochastic จะมีค่า Default อยู่ 2 ค่า คือ 80 , 20 ซึ่งเป็น Zone บางทีการที่จะรอให้ ราคาวิ่งลงมาที่ 20  หรือ ขึ้นไปที่ 80  อาจต้องใช้เวลา ยิ่งใช้ กราฟ  TF  ที่สูงกว่า H1 คงรอเป็น 2 – 3 วัน  เราสามารถเพิ่มเส้น ขึ้นมาเองได้อีก  เพื่อกำหนด Zone  เพิ่มขึ้น ในการที่จะเข้าเทรดได้

ในภาพ ผมเพิ่มอีก 2 เส้น คือ  90  และ 10 เพื่อเพิ่มความชัดเจน และ ไล่ Zone  => 90 คือ เขต Overbougth  เตรียม  Sell , => 10  เขต  Oversold  เตรียม  Buy

 

การทำกำไร โดยใช้ Stochastic ร่วมกับตัวอื่น  => MACD

ด้วยความที่เป็น indicator แบบ การแกว่งตัว หากจะเพิ่มความแม่นยำในการเปิด ออร์เดอร์ควรจะหา indicator ตัวอื่นมาร่วมในการวิเคราะห์สัญญาณด้วย ก็จะเป็นการดียิ่งครับ ในตอนนี้ขอนำเอา  MACD มาร่วมด้วย

กลยุทธ์การเข้าเข้าทำกำไรด้วย  Stochastic และ MACD นี้  เป็นระบบการซื้อขายที่อิงตาม MT4  ในบทความนี้ ขอใช้ MACD เป็นกลยุทธ์ที่ใช้เป็นตัวกรองเพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณการซื้อขายที่ผิดพลาดในขณะที่ตัวบ่งชี้ Stochastic จะเป็นตัวสร้างสัญญาณเปิด ออร์เดอร์ มาดูวิธีทำกำไรเลย

  • Indicator : MOVING AVERAGE CONVERGENCE DIVERGENCE (MACD)
  • Indicator : STOCHASTIC OSCILLATOR (STO)
  • คู่สกุลเงิน : ทุกคู่สกุลเงิน
  • ใช้กราฟ : 1 ชั่วโมงขึ้นไป

การเปิด ออร์เดอร์ Buy

  • MACD จะต้องอยู่สูงกว่าเส้นระดับ 0 ซึ่งเป็นการแสดงถึงว่ากำลังจะเป็นแนวโน้มขาขึ้น
  • Stochastic จะต้องอยู่ใกล้ๆ และก้าวข้ามขึ้นมาจากเส้น Oversold หรือเส้น ระดับ 20 ขึ้นมาแล้ว
  • ที่กราฟราคาแท่งเทียนจะต้องมี แท่งเทียนที่สอดคล้อง Stochastic ทั้งสองเส้น
  • ให้วางคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้อย่างน้อย 2 PIPS ( Pending Order) ที่ด้านบนของแท่งเทียน
  • ให้วาง Stop loss ไว้ ที่อย่างน้อย 2-5 PIPS ที่บริเวณด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียนแท่งที่เปิดคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้นั้น แต่ถ้าเรายังมองเห็นว่ามันใกล้กับตำแหน่งการเปิดคำสั่งมากไป ให้มองหาตำแหน่งการแก่วงตัวของกราฟราคาแท่งเทียนที่ต่ำที่สุดก่อนหน้าที่ใกล้ที่สุดแทน
  • Risk Reward ที่ 1: 2 ขึ้นไป ครับ

ภาพแสดงการเปิด ออร์เดอร์ Buy  ใช้กราฟ H1 คู่  GBP/USD

การเปิดออร์เดอร์ Sell

  • MACD จะต้องอยู่ต่ำกว่าเส้นระดับ 0 ซึ่งเป็นบ่งบอกว่ากำลังจะเป็นแนวโน้มขาลง
  • Stochastic จะต้องอยู่ใกล้ๆ และก้าวข้ามลงมาจากเส้น Overbougth หรือเส้น ระดับ 80 ลงมาแล้ว
  • กราฟราคาแท่งเทียนจะต้องมี แท่งเทียนที่สอดคล้องกับ Stochastic ทั้งสองเส้น
  • ให้วางคำสั่งขายล่วงหน้าไว้ ( Pending Order )อย่างน้อย 2 PIPS ที่ด้านล่างของกราฟราคาแท่งเทียน แท่งดังกล่าว
  • ให้เทรดเดอร์วาง Stop loss อย่างน้อย 2-5 PIPS ที่บริเวณด้านบนของกราฟราคาแท่งเทียนแท่งที่เปิดคำสั่งขายล่วงหน้าไว้นั้น แต่ถ้ามองเห็นว่า มันใก้ลกับตำแหน่งการเปิดคำสั่งมากไป ให้มองหาตำแหน่งการแกว่งตัวของกราฟราคาแท่งเทียนที่สูงที่สุด  ก่อนหน้า ที่ใกล้ที่สุดแทน
  • Risk Reward ที่ 1: 2 ขึ้นไป ครับ

ภาพแสดงการเปิด ออร์เดอร์ Sell  ใช้กราฟ H1 คู่  USD/JPY

 

ทำกำไรในกราฟ 5 นาที กับ Stochastic และ Super Trend

จริง ๆ แล้ว Stochastic นั้นเหมาะใช้กับ Timeframe M5 และ M15 ได้ดี ในช่วง sideways หรือช่วงราคาวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ เลยขอนำเสนอ ระบบเทรดสั้น ๆ กับ กราฟ  5 Min ซึ่งใช้ indicator เพิ่มเข้ามาก็คือ Supertrend  มาดูการทำงานของระบบกันเลยครับ

Indicator =>    supertrend ,  stochastic Oscillator

Time frame : 5 นาที

ช่วงเวลา: ตลาดยุโรป และ อเมริกา

คู่เงินที่เทรด: EURUSD, GBPUSD, GBPJPY, EURJPY, AUDUSD, USDJPY, USDCHF

การเปิดออเดอร์ BUY

  • ราคาจะต้องอยู่เหนือเส้นเทรน ตรวจสอบและรอให้ Stochastic วิ่งให้แตะถึงระดับ 20 % เมื่อทั้ง 2 เงื่อนไขตรงกันให้ทำการเปิดออเดอร์ Buy ทันที.
  • ให้วาง Stoploss อยู่ใต้ supertrend line (เส้นสีเขียว 50-100 pips).
  • เก็บกำไรตั้งแต่ 100 pips ขึ้นไป

ภาพแสดงการเปิด ออร์เดอร์ Buy  ใช้กราฟ 5 Min คู่  GBP/USD

การเปิดออเดอร์ Sell

  • ราคาจะต้องอยู่ต่ำกว่าเส้นเทรน ตรวจสอบและรอให้ Stochastic วิ่งให้แตะถึงระดับ 80 % เมื่อทั้ง 2 เงื่อนไขตรงกันให้ทำการเปิดออเดอร์ Sell ทันที.
  • ให้วาง Stoploss อยู่เหนือ supertrend line (เส้นสีเขียว 50-100 pips).
  • เก็บกำไรตั้งแต่ 100 pips ขึ้นไป

ภาพแสดงการเปิด ออร์เดอร์ Sell  ใช้กราฟ 5 Min คู่  GBP/USD

จริง ๆ ยังมีการทำกำไรกับ Stochastic อีกหลายรูปแบบ หลายกลยุทธ์ ครับ .. เอาไว้โอกาสต่อไปจะมานำเสนอครับ พบกันใหม่ตอนหน้า ..

ทีมงาน : forexthai.in.th