Currency Strength Meter จับคู่ความแรงของค่าเงิน

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 11 คะแนนเฉลี่ย: 5]

Currency Strength Meter จับคู่ความแรงของค่าเงิน

Currency Strength Meter คือ ตัววัดค่าความอ่อน-แข็งค่าสกุลเงิน จะสามารถช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่ากราฟ (ราคา) ของหุ้น Forex จะมีราคาไปในทิศทางใด ถึงแม้ว่า การจับคู่ความแข็งแกร่งของค่าเงินนั้น เราจะเลือกมาถูกคู่แล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ยังคงต้องระวัง ก็คือ เรื่องของข่าวสารตัวเลขเศรษฐกิจที่จะมีผลทำให้ความแข็งแกร่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วยนะครับ อีกทั้งกราฟราคายังขึ้นอยู่กับ ปัจจัยของความต้องการซื้อขายทั่วโลกด้วย

Currency Strength Meter ที่นำมาเสนอในบทความนี้ จะเป็น indicator ที่นำมาใช้วัดค่าความแข็งของคู่เงิน และ เว็บที่บอกค่าความแข็งของค่าเงินครับ โดยรวบรวมมาในจำนวนที่พอสมควร มาดูตัวแรกกันเลย ..

 

1.Currency Strength Indicator

โดย Currency Strength Indicator ตัวนี้ จะใช้ค่าจาก Moving Averages และ ADX เพื่อกำหนดค่าและยืนยันความอ่อน-แข็งค่าของสกุลเงิน โดยตัววัดค่าความอ่อน-แข็งค่าสกุลเงินจะอ่านจากทุกคู่สกุลเงินใน forex ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาและใช้การคำนวณราคาของแต่ละสกุลเงิน จากนั้นก็จะแบ่งระดับความอ่อน-แข็งค่าของสกุลเงินเป็น 4 ระดับดังนี้

  1. สีชมพู 7.0 – 10.0 ค่าสกุลเงินแข็งมาก
  2. สีเขียว 5.0 – 6.9 ค่าสกุลเงินแข็ง
  3. สีน้ำเงิน 2.9 – 4.9 ค่าสกุลเงินอ่อน
  4. สีแดง 0.0 – 2.8 ค่าสกุลเงินอ่อนมาก

จากภาพ ตระกูล  CHF , JPY , CAD  แสดงเป็นสีเขียว  อยู่ในช่วง 5.0 – 6.9  ก็ถือว่า ค่าเงินอยู่ในเกณฑ์ที่แข็ง .. , ตระกูล EUR , AUD  แสดงเป็นสีน้ำเงิน อยู่ในช่วง 2.9 – 4.9  ถือว่าค่าเงินอยู่ในระดับอ่อน และ  NZD , USD  แสดงค่าเป็นสีแดง อยู่ในช่วง 0.0 – 2.9  ถือว่าค่าเงินอยู่ในระดับอ่อนมาก  บรรทัดสุดท้าย => GBPAUD 2.4 BUY  เป็นการแสดงค่าความอ่อนแข็งของ กราฟคู่เงินที่เราลาก ไปวางไว้

การคำนวณของ อินดิเคเตอร์ จะใช้การหารของคู่เงิน สองสกุล มาเป็นตัวหาร ลองนำมาคู่  EUR/USD  มาคำนวณครับ

EUR/USD  =>  EUR : 3.7 หาร USD : 2.1 = 1.76  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  EUR/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

AUD/USD => AUD : 3.4 หาร USD : 2.1 = 1.61  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  AUD/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

USD/JPY => USD : 2.1 หาร JPY : 5.9 = 0.35 ค่าออกมา บวก แต่ต่ำกว่า หนึ่ง คู่ USD/JPY ยังน่าจะเป็นขาลงอยู่ครับ   มาดูตัวต่อไปกันเลย

 

2. Currency Strength Meter

เป็น Indicator ใช้ในการช่วยวัดระดับ ความแข็ง/อ่อน ของสกุลเงินต่างๆ อีกตัว .. โดยนำเอาสกุลเงินหลักของโลก มารวมไว้โดย เริ่มจาก USD , EUR , GBP , CHF , CAD , AUD , NZD , และ  JPY

ภาพแสดง อินดิเคเตอร์ Currency Strength Meter  การตั้งค่าเราสามารถเลือกตั้งค่าได้ แต่ในตอนนี้ ไม่ได้แก้ไขอะไร การคำนวณของ อินดิเคเตอร์ จะใช้การหารของคู่เงิน สองสกุล มาดูตัวอย่างของคู่เงินคู่แรกกัน

EUR/USD  =>  EUR : 5.0 หาร USD : 4.1 = 1.21  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  EUR/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

AUD/USD => AUD : 5.0 หาร USD : 4.1 = 1.21  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  AUD/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

USD/JPY => USD : 4.1 หาร JPY : 6.2 = 0.66 ค่าออกมา บวก แต่ต่ำกว่า หนึ่ง คู่ USD/JPY ยังน่าจะเป็นขาลงอยู่ครับ

นี่เป็นตัวอย่าง คู่เงินหลัก ๆที่นำมาเสนอกัน แต่.. จะใช้ใด้ในกรณีไม่มีข่าวที่แรง ๆนะ หากเจอข่าวแรง ๆ แบบ  FED , Nonfarm  ก็ ไม่รับประกันนะครับ ค่าความแข็ง ความอ่อนเปลี่ยนแน่  แนะนำ หลีกเลี่ยงข่าวครับ อันตราย

 

3.Currency Strength Meter V1.1

เป็น Indicator ใช้ในการช่วยวัดระดับ ความแข็ง/อ่อน ของสกุลเงินต่างๆ , ซึ่งสามารถนำมาใช้พิจารณาดูแนวโน้มของคู่เงินต่างๆ ในแต่ละวัน , โดยความแข็ง,อ่อน ของสกุลเงินนั้น มีระดับตั้งแต่ 0-10 ,คะแนนเต็ม 10 = แข็งที่สุด  , 0 คือ อ่อนที่สุด  ต้องขอขอบคุณ  เว็บ forexnew.org  ครับ

ที่นำอินดิเคเตอร์ตัวนี้มาแจกจ่ายฟรี ฟรี .. ในภาพ เรามาเริ่มไล่เรียงความแข็งของค่าเงิน ตามลำดับลงมา =>  7.1 CHF  แข็งมาเป็นอันดับ 1 , 5.9 GBP แข็งมาเป็นอันดับ 2 , 5.9 JPY แข็งมาเป็นอันดับ 2 คะแนนเท่ากัน , 5.7 CAD แข็งมาเป็นอันดับ 4 , 3.6 EUR ค่าเงิน อ่อนลงมา อยู่อันดับ 5 , 3.4 AUD ค่าเงิน อ่อนลงมา อยู่อันดับ 6 , 2.4 NZD ค่าเงิน อ่อนลงมา อยู่อันดับ 7 และ สุดท้าย 2.0 USD  ช่วงนี้ รั้งท้าย ..

วิธีการเปิด ออร์เดอร์ นำคู่เงินที่ค่ามาก เปิดออร์เดอร์ buy และค่าน้อยเปิด ออร์เดอร์ sell  เช่น  CHF , GBP  , JPY  รอจังหวะเปิด  Buy  ส่วน  AUD , NZ D , USD  รอจังหวะ  Sell  โดยรวม ๆ แล้ว ใช้งานไม่ยากครับ .. หรือจะใช้การเอาคู่เงินมาตั้งหารกันก็ยังได้

EUR/USD  =>  EUR : 3.6 หาร USD : 2.0 = 1.8  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  EUR/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

AUD/USD => AUD : 3.4 หาร USD : 2.0 = 1.7  ค่าออกมาเป็น บวก ดังนั้น คู่  AUD/USD  กราฟควรจะเป็นขาขึ้นครับ

USD/JPY => USD : 2.0 หาร JPY : 6.9 = 0.28 ค่าออกมา บวก แต่ต่ำกว่า หนึ่ง คู่ USD/JPY ยังน่าจะเป็นขาลงอยู่ครับ  มาดูตัวต่อไป

 

4.เว็บ Livewcharts.co.uk/currency 

เป็นเว็บใช้บอกความอ่อนและแข็งของค่าเงิน โดยจะแสดงค่าเป็น เฉดสี ไล่เรียงขึ้นไป ของคู่เงิน ซึ่งเว็บจะแสดงสกุลหลัก แต่จะไม่สามารถคำนวณได้แบบ indicator ที่ได้นำเสนอมาแล้วจะแสดงเฉพาะสกุลเงินนั้น ๆ โดย เริ่มจาก EUR , GBP , USD , AUD

JPY , CHF , NZD , CAD  จากภาพ ผมขอโฟกัสไปที่ สกุลเงิน  AUD เริ่มมีการไล่สีจากสีแดง => ส้ม => เหลือง => เขียวอ่อน  =>  เขียว => เขียวเข้ม  ดูเผิน ๆ ก็พอจะมองออกว่ากราฟจะเป้นขาขึ้น เพื่อให้แน่ใจ ผมจึงเปิด กราฟ คู่  AUD/CHF เป็นหนึ่งในคู่พิมพ์นิยม ก็ ตามภาพด้านล่างครับ

ภาพคู่  AUD/CHF ซึ่งกำลังจะไต่ระดับขึ้น เทรนขึ้น  มาดู สกุล  JPY  กันบ้างครับ ตอนนี้กำลัง.เป็นเทรนใหญ่เลยครับ เพราะ ทรัมป์ ออกมาประกาศขึ้นภาษีกับจีน  ป่วนทั้งโลกเลยครับ คู่เงินทุกคู่ ดิ่งทะลุแกนโลกเลย แดง  ..  มาดูความแข็งอ่อนของเงินสกุล  JPY กันได้เลยครับ ตามภาพด้านล่าง ..

กำลังจะเป็นเทรนขึ้น .. เพราะลงมาเยอะแล้วครับ  เริ่มจาก สีแดง => ส้ม .. สองเฉดสี มาที่นี่เลยครับ http://www.livecharts.co.uk/currency-strength.php

 

5.Myfxbook Heat Map

ในเว็บของ  Myfxbook ก็มีเมนูการแสดงค่าของ ความ อ่อน แข็งของค่าเงินเหมือนกันครับ โดยจะอยู่ใน เมนู  Market => Heat Map ซึ่ง จะแสดงข้อมูลของคู่เงินครบทุก TF กันเลย ไล่เรียงมาตั้ง

แต่ กราฟ 1 นาที => 4H , D1 , Week , Monthly  โดยแสดงเป็นเฉดสีเหมือนกับ อินดิเคเตอร์ที่ได้นำเสนอมาในตอนต้น พร้อมทั้งคู่เงินที่จับคู่มาพร้อมแล้วเช่น.AUD/JPY , AUS/USD , EUR/USD

โดยแสดงในรูปแบบ เฉดสีของ heat map เป็นทั้ง pips , percent ลองมาวิเคราะห์ คู่หลัก กันดูเริ่มที่  AUD/JPY  ไล่ลงมาดั้งแต่กราฟ เดือน  => เฉดสีแดง : เทรนขาลง , กราฟ  Week เฉดสีชมพู , กราฟ Day  => สีเขียว : เทรนขาขึ้น  , กราฟ 4H => สีชมพู  :  เทรน ????  ภาพรวมนั้นก็ยังไม่แน่ชัด แต่จากการที่ กราฟ 4H  กับ กราฟ 1H เป็น สีแดง ก็ยังมองได้ว่า น่าจะเป็นขาลง ..

และกราฟที่ต่ำลงไป ล้วนเป็นสีแดงทั้งหมด .. คงเป็นขาลง ..  มาดู สกุลที่กำลังวิ่งแรง อยู่ในตอนนี้

ใช่ครับ ทองคำ  Gold  วิ่งกระจายมาเป็น เดือน สองเดือนแล้ว และยังคงวิ่งต่อไป ในภาพเราเห็นว่า แทบทุก กราฟ ไล่ลงมาตั้งแต่ กราฟ เดือน  , สัปดาห์ ,  4H , 1H  ล้วนเป็นสีเขียวทั้งหมด  เรามาดูกราฟทองกันว่า เป็นขาขึ้นจริง ๆ ไหม

กราฟ D1  ของทองคำ .. พุ่งทะลุชั้นบรรยากาศไปเรียบร้อยแล้ว ..  แต่ส่วนตัวผมยังมองว่าการใช้ Heat Map  ของ  Myfxbook  นั้น ต้องวิเคราะห์ หลายส่วนครับ .. ขอดูกราฟดีกว่า ..  พบกันใหม่ตอนต่อไป ..

ทีมงาน : forexthai.in.th

Dow Theory รู้เพื่อรู้ทันก่อนเปิดเทรด

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

Dow Theory รู้เพื่อรู้ทันก่อนเปิดเทรด

ทฤษฏีดาว หรือ Dow Theory น่าจะเป็นหลักการเทรดที่มีอิทธพลต่อการเรียนของเทรดเดอร์มากสุด เพราะเรื่องของเทรนถือว่าเป็นการทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวของราคาเป็นอย่าไรและค่อยหาโอกาสที่จะเทรด ไม่ว่าจะเป็นการเทรดตามเทรนหรือการเทรดสวนเทรน ขึ้นกับว่าเทรนที่กำหนดเป็นอย่างไร

เทรนตามหลักการ Dow Theory

ทฤษฏีดาว แบ่งการกำหนดเทรนออกเป็น 3 คือ Primary Trend, Intermediate Trend และ Minor Trend  โดยที่เทรนหลักหรือ Primary Trend เทรนหลักหรือแนวโน้มใหญ่ เป็นการมองจากชาร์ตวันเป็นหลักจะเป็น 200 วันขึ้นไป Intermediate Trend หรือเทรนแนวโน้มระยะกลาง รองมาจากเทรนหลักก็จะเป็นการมองการเคลื่อนไหวจาก 3 สัปดาห์ จนถึงหลายเดือน และสุดท้าย Minor trend หรือเทรนระยะสั้น ก็จะเห็นการมองเทรนที่เป็นวันและไม่เกิน 3 สัปดาห์  รูปแบบการกำหนดเทรนก็แบบเดียวกัน ต่างกันที่ระยะเวลาที่ใช้ในการกำหนดเทรนว่ามองที่เทรนไหน

หลักการมองเทรน ถ้าจำได้เรื่องการพัฒนาการ swing highs/lows ก็ได้รับอิทธพลมาจากหลักการดาวนี้ การที่จะกำหนดเทรนขาขึ้นได้ ก็คือเมื่อเห็น Higher Highs ตามด้วย Higher Lows ทำเป็นขั้นบันไดขึ้นไป ส่วนสำคัญจะอยู่ที่ราคาเบรค High ก่อน และพอราคาย่อตัวลงมา ต้องไม่ต่ำกว่า Low ก่อนที่สร้างขึ้นมาด้วย ดังนั้นการกำหนดเทรนไลน์ช่วยแบบด้านบนก็จะทำให้มองเทรนได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะสิ่งสำคัญที่บอกคือว่าทำให้ swing นั้นๆ ที่เกิดขึ้นเป็น impulsive move ที่บอกว่ายังมีเทรดเดอร์อยากเปิดเทรดทางนั้นอย่างมากและต่อเนื่องเลยทำให้เกิด impulsive move เกิดขึ้นได้

แต่พอ low ก่อนโดนเบรคจะส่งข้อความต่างออกไปเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ราคาเบรคลงมาได้เพราะมีแต่เทรดเดอร์ที่เปิดออเดอร์ทางนั้นเลยทำให้เกิดออเดอร์เกินกัน ถือว่าเป็นการจบเทรนและยังถือว่าเป็นการเริ่มต้นเทรนอีกข้างด้วย หลักการก็แบบเดียวกัน  เทรนขาลงก็ราคาทำ Lower Lows ได้ ต้องตามด้วย Lower Highs ต่อเนื่องกัน  สิ่งสำคัญต่อการพัฒนาการเทรดคือเห็นราคาเบรค Low และ High ที่ตามมาต้องไม่สูงกว่า High ก่อน ก็ทำเทรนเป็นวัฏฏจักรไปแบบนี้ แล้วแต่ว่าเรามองที่เทรนไหน

 

หลักการ Dow Theory กำหนด Bull Market และ Bear Market

การแบ่งตลาดตามเทรนก็จะแบ่งออกเป็น 2 คือ Bull Market และ Bear Market โดยบอกว่า Bull Market หรือตลาดขาขึ้นหรือเรียกตลาดกระทิง เพราะราคายังสามารถทำ Higher Highs ตามด้วย Higher Lows ต่อเนื่อง และในทางกลับกันเมื่อราคาเปลี่ยนเทรน เพราะราคาไม่สามารถทำ Higher High ได้ และตามด้วย Lower Low มีการเบรค Low ก่อนลงมาและตามด้วย Lower High เป็นการยืนยันเทรนเปลี่ยน และเทรนใหม่เกิดขึ้น ในกรอบสีแดงดูว่าราคาทำ Lower High ได้ก่อน Lower Low แต่สำคัญให้เห็นว่า Higher Low ก่อนต้องโดนเบรค เลยมากำหนดจุดเริ่มต้นเทรนที่วงกลมด้านล่าง  กลายมาเป็นตลาดทำเทรนลงหรือ Bear Market หรือตลาดหมี

นอกจากนั้นแล้ว ตามทฤษฏี Dow Theory ยังแบ่งตลาดเป็นช่วงๆ อีก สำหรับเทรนขาขึ้นก็มีช่วง Accumulation, Participation (Big move) และ Excess สำหรับเทรนขาลงก็มีช่วง Distribution, Participation (Big Move) และ Panic

 

ส่วนสำคัญของ จุด swing ในทฤษฏีดาว

ทฤษฏี Dow Theory ให้ความสำคัญเรื่องของเทรนและให้เทรดสัมพันธ์กับเทรน ดังนั้น การกำหนดเทรนต้องดูให้ออกว่าแต่ละช่วงทำเทรน สำคัญอย่างไร ดูตรงไหน เช่นมองเรื่องโครงสร้าง เช่นอย่างจุดแรกก่อนที่จะดันราคาขึ้นมาทำ Higher High ได้ หรือถือว่าเป็นช่วงปกติรายย่อยไม่กล้าเทรดช่วงนี้กันเพราะราคาทำเทรนลง จะเห็นการเทรดสวนเทรน เพราะเรื่องของเทรนบอกมาแบบนั้น แต่เมื่อมองออเดอร์และการเทรดท่านจะพบสิ่งหนึ่ง เรื่องของเทรนเปิดโอกาสให้ขาใหญ่ได้เข้าเทรดได้ง่าย เพราะการที่จะเปิดเทรดได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด sell หรือ buy ออเดอร์ตรงข้ามที่ราคาเปิดเทรดที่ราคาต้องการเปิดเทรด และขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนวอลลูมเยอะ จนมากพอที่จะดันราคาไปทางที่พวกเขาต้องการได้

ถ้าพวกเขาจะเปิดเทรดได้ และมั่นใจว่ามีออเดอร์ตรงข้ามมากพอ ก็ต่อเมื่อราคาทำเทรน ช่วงที่สวนเทรนจึงมีแต่การเข้ามีส่วนร่วมมาจากขาใหญ่ทั้งนั้น ดูที่ Higher Low แรกที่ตามมาทำงานตามเทรนได้ดี เพราะ swing high ที่เกิดขึ้นหรือที่ราคาขึ้นไปทำ Higher High แรง เกิดขึ้นด้วย momentum มีการเข้าเทรดแรงๆ  ราคาสามารถปิดเอาชนะพื้นที่ตรงข้ามด้วย กลายมาเป็น impulsive move พอราคาย่อตัวลงมาก็ทำเป็น impulsive move ได้อีก จะเห็นว่าช่วง participation phase หรือช่วงที่ 2 ของแต่ละตลาดไม่ว่าจะเป็น Bull Market หรือ Bear Market ทำให้เกิดการวิ่งแรงๆ เกิดขึ้นได้

เพราะข้อมูลเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งเทรดเดอร์ที่รอเข้าก็ได้ข้อมูลนี้ และเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ในตลาดก็ได้ข้อมูลนี้ และต้องดูความต่อเนื่องของ swing highs/lows ที่เกิดขึ้นตามมาด้วย เช่น Higher High ต้องมากกว่าที่ High เก่ามากพอ ไม่ใช่ขึ้นมานิดหน่อยและ Higher Low ก็เช่นกัน ถ้าระยะห่าง Higher High และ Higher Low ที่ตามมาแคบลง ให้รู้ว่าเทรดเดอร์ที่อยากเปิด market orders ทางนั้นเริ่มน้อยลง

 

ข้อเสียของเรื่องเทรนจากการเทรดตาม Dow Theory

การเทรดตามเทรนเป็นเรื่องที่ดี เมื่อเข้าใจว่าตลาดทำงานอย่างไร ออเดอร์ทำงานอย่างไรและเทรดเดอร์โดยเฉพาะขาใหญ่เทรดอย่างไร เพราะเมื่อท่านสามารถกำหนดเทรนได้  ยิ่งราคาทำเทรนต่อเนื่อง ท่านจะเห็นว่าเทรนยิ่งชัดเจน ยิ่งดึงดูดให้เทรดเดอร์อยากเทรดตาม ช่วงที่ 2 หรือที่เกิด Big move ที่ต้องการขึ้นปกติ แต่มองมุมเรื่องตลาดทำงานและการเทรดและการทำกำไรในตลาด การเทรดจะเกิดขึ้นถ้าท่านเปิดเทรดที่ราคานั้น ต้องมีออเดอร์ตรงข้ามที่ราคานั้นเหมือนกัน และการที่ท่านมีออเดอร์ที่ท่านเปิดเทรดแล้ว หรือเรียกว่าเป็น position จะเกิดกำไรได้ ก็ต่อเมื่อราคาวิ่งไปทางที่ท่านเปิดเทรด

และออเดอร์ที่จับคู่กับท่านตอนเปิดเทรดก็ต้องติดลบ ในทางกลับกัน ถ้าท่านติดลบ แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังกำไร ดังนั้นหลักการทำกำไรในตลาด เมื่อท่านจะกำไรได้ ก็ต้องมีคนเสียในขณะเดียวกัน เรื่องของเทรน ทำให้เทรดเดอร์อยากเปิดออเดอร์ไปทางนั้นๆ เป็นหลัก เมื่อราคาทำเทรนมามากพอหรือสักระยะ จะเห็นเรื่องการเกิดสวนเทรนขึ้นประจำ เพราะขาใหญ่เปิดเทรดด้วยจำนวนเยอะ เงื่อนไขเดียวที่พวกเขาจะเปิดเทรดคือ มีออเดอร์ตรงข้ามมากพอจุดที่พวกเขาจะเปิดเทรด ไม่ใช่เรื่องของเทรน เพราะพวกเขาเทรดด้วยทุนเยอะ สามารถปั่นราคาให้เป็นเทรนที่พวกเขาต้องการได้

อีกอย่างต้องรู้ที่มาของ market orders ที่จะเข้ามาตามเมื่อขาใหญ่เปิดเทรดด้วย การเทรดของขาใหญ่จะเทรดเป็นพื้นที่ๆ และปล่อยให้รายย่อยกว่าช่วยดันราคาไปทางที่พวกเขาต้องการ พวกเขาจะเทรดพื้นที่เดียวกัน และพยายามรักษาจุดที่พวกเขาเทรดไม่ให้เกิดการเปลี่ยนไปได้ เพราะ price structure ที่เกิดขึ้นจากการเข้าเทรดของพวกเขาส่งข้อมูลใหม่ ไปยังเทรดเดอร์ที่รอเข้าเทรดและที่ถือ positions อยู่ในตลาดด้วย

โดยฉพาะเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงที่พวกเขาเปิดเทรด เมื่อร่องรอยการเปิดเทรดของพวกเขาเปิดเผย เทรดเดอร์ที่เทรดตรงข้ามกับพวกเขาติดลบหมด กลายเป็น trapped traders ทันที การที่พวกเขาจะทำกำไรมากขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีเทรดเดอร์เปิดเทรดทางที่พวกเขาเปิดเทรด หลังจากที่พวกเขาเปิดเทรด ดังนั้นเมื่อ price structure ใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะการเข้าเทรดของพวกเขา เทรดเดอร์ trapped traders ก็จำต้องออกเพื่อจำกัดความเสี่ยงตัวเอง และการออกจากตลาดเท่ากับเป็นการเปิดออเดอร์ตรงข้ามที่เปิดที่ราคาที่ออก นั่นคือ 2 แหล่งที่มาของ market orders ที่จะเข้ามาหลังจากที่ขาใหญ่เปิดเทรด โดยเฉพาะออเดอร์ที่มาจาก trapped traders เพราะไม่มีทางเลือกแบบที่รอเข้าเทรด

 

กำหนดเทรนแล้วเทรดเมื่อเห็นแหล่งที่มาออเดอร์

ดังนั้นเรื่องของเทรนตามหลักทฤษฎี Dow Theory ไม่ว่าจะเป็น Primary Trend, Intermediate Trend หรือ Minor Trend ให้เข้าใจเรื่องออเดอร์ว่าทำงานอย่างไร และเทรดเดอร์โดยเฉพาะขาใหญ่เทรดอย่างไร ก่อนที่จะเปิดเทรดตามแต่ละเทรนที่กำหนด สำหรับ Trade setup โดยเฉพาะเงื่อนไขออเดอร์ที่มาจาก trapped traders เพราะออเดอร์พวกนี้จะมาจากการที่ trapped traders กำหนด stop loss orders เป็นหลัก เมื่อราคาตลาดไปถึงและแตะ ก็จะทำให้ทำงานทันที หรือตลาดเป็นตัวเปิดออเดอร์นั้นให้จาก stop loss orders จะกลายมาเป็น market orders ทันที

ทีมงาน : forexthai.in.th

ประยุกต์ indicator ADX กับมุมมอง order flow

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 15 คะแนนเฉลี่ย: 4.9]

ประยุกต์ indicator ADX กับมุมมอง order flow

Average Directional Movement Index หรือ ADX เป็นอินดิเคเตอร์ที่นิยมใช้กันในการเทรดตอนตลาดทำเทรน เพราะ ADX ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ momentum และความแข็งของเทรนว่าเป็นอย่างไรตอนนั้นๆ  บอกได้ว่า ADX เป็นตัวกำหนดความแข็งแรงของเทรนเป็นอย่างไร ทำเทรนหรือ sideway หรือ consolidation ก็จะเปิดเผยโอกาสการเปิดเทรดทั้งตามเทรนและสวนเทรนได้ เมื่อเข้าใจและดูประกอบเรื่องออเดอร์ทำงานอย่างไร

ADX อินดิเคเตอร์ กำหนดความแข็งแรงของการเคลื่อนราคา

เมื่อดูหลักการเสนอเรื่องการเทรดตามอินดิเคเตอร์ ADX จะเห็นว่าไม่ยากและง่ายต้อการเทรดด้วยและที่สำคัญ ADX เป็นการให้เทรนและเพราะเป็นตัวกำหนดว่าเทรนแข็งพอที่จะเปิดเทรดได้หรือเปล่า ADX ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ เส้น ADX line, เส้น  DI+ และ DI- ทั้ง level ที่นิยมใช้กันใน ADX คือ 25 (บางเทรดเดอร์ใช้ 20 แต่หลักการเดียวกัน)

การมองง่าย ให้เส้น ADX เป็นหลัก ว่าเทรนแข็งพอที่จะเทรดหรือเปล่าด้วยการดูว่าเส้น ADX ต้องเหนือกว่าระดับ 25 ที่กำหนดเข้าไปถือว่าความแข็งแรงในการทำเทรนมี  ถ้าต่ำกว่าเป็นช่วงตลาดไม่วิ่งไม่ควรจะเทรด เมื่ออยู่เหนือกว่าเส้น 25 ถ้าอยู่ระหว่าง 25-50 ถือว่าเทรนมี ถ้าถึง 50 ขึ้นไปเทรนได้ถึงระดับที่ถือว่าแข็งมากแล้วเป็นไปได้ที่ระดับความแข็งแรงของเทรนจะลดลง และเส้น AD+ และ AD- เอาไว้ดูประกอบว่าดันกันอย่างไร คือ ถ้า AD+ ตัด AD- ขึ้น เป็นเทรนขึ้น หรือถ้า AD- ตัด AD+ ขึ้นเป็นเทรนลง

เส้น ADX ตัวกำหนดความแข็งของเทรน

เมื่อดูทั้ง 3 เส้น ตัวหลักๆ จะอยูที่เส้น ADX ว่าเป็นอย่างไร โดยทั่วๆ ไปก็จะกำหนดว่าเทรนแข็งพอ ที่จะเทรดได้คือตั้งแค่เส้นเหนือระดับ 25  (บางเทรดเดอร์กำหนดระดับที่ถือว่าเทรนแข็งพอที่จะเทรดเมื่อเส้น ADX เหนือ 20 ขึ้น)  ถ้าเส้น ADX กำลังขึ้นก็ยิ่งบอกถึงความแข็งแรงของเทรนที่เกิดขึ้น เพราะบอกถึง momentum ที่เข้ามาต่อเนื่องเลยทำให้เทรนแข็ง

แต่ในทางกลับกัน ถ้าเส้น ADX เริ่มหักลงบอกว่า Momentum เริ่มลดง ก็บอกความแข็งเรื่องของเทรนก็ลดลงไปด้วย ดูกรอบที่ตีประกอบ แม้ว่าเส้น AD- หันขึ้นมาด้านบนและ AD+ หันลงล่างบอกว่าเทรนเป็นเทรนลง แต่เส้นที่สำคัญคือเส้น ADX อยู่ต่ำกว่าระดับ 25 จนกว่าได้รับ momentum ตามมาจนมาเหนือกว่าระดับ 25 ตามหลักการเทรดตามอินดิเคเตอร์ ADX ค่อยบอกว่าเทรนแข็งและกำลังทำเทรนพอที่จะเปิดทรด

ช่วงระดับ 25-50 ก็จะเป็นช่วงที่เห็นว่า momentum ตามมาต่อเนื่อง ยิ่งเมื่อท่านดูจาก price chart ประกอบท่านจะเห็นว่า Momentum มาจากไหน ที่เป็นตัวสำคัญในการกำหนด ADX หรือกรอบที่ 2 ก็แบบเดียวกัน หลังจากที่เส้น AD- ตัด AD+ ขึ้นและเส้น ADX เหนือกว่า 25 และพอมาถึงระดับที่ 50 จะเห็นว่าแท่งเทียนเริ่มอยู่พื้นที่เดียวกันหลายแท่ง บอกว่าไม่มี momentum ตามก็สอดคล้องกับเส้น ADX มาที่ระดับ 50 พอดี ดังนั้นการตีความของการเทรด ADX บอกว่า พอถึงระดับที่ 50 ถือว่าเทรนถึงระดับ extreme ช่วงนั้นๆ แล้ว อาจมีการพักตัวหรือ consolidation ก่อน ก็เลยตีความต่อว่าควรเป็นพื้นที่ออกจากตลาด

ADX ระดับความแข็งแรงของเทรน

การกำหนดว่าเทรนแข็งแรงหรือเปล่าก็จะดูที่เส้น 25 เป็นหลัก (บางเทรดเดอร์กำหนดที่ระดับ 20 แล้วแต่การปรับแต่งและทดสอบ แต่หลักการทำงานแบบเดียวกัน ระดับปรับตามกลยุทธ์ว่าเทรดเดอร์ต้องการเทรดแบบไหน)  เช่นการแบ่งระดับ 0-100 อย่างในกรณีที่ยกตัวอย่างใช้ระดับที่ 25 เป็นหลักในกำหนดเทรน ถ้าเส้น ADX เหนือกว่า ถือว่าความแข็งเรื่องการทำเทรน ถือว่าแรง

ดังนั้นระดับที่ 25-50 ถือว่าเป็นช่วงความแข็งในการทำเทรนถือว่าดี เลยเป็นการยืนยันว่าราคาทำเทรนเปิดโอกาสให้เทรดได้ไม่ว่าทางขึ้นหรือลง ก็ให้ดูการตัดกันระหว่างเส้น AD+ กับ AD- แต่พอมาเกินระดับ 50 ขึ้นมา แม้ว่าเทรนจะไปต่อ แต่ความความแข็งการทำเทรนถือว่ามากแล้ว โอกาสที่จะขาด momentum ที่เป็นตัวกำหนดก็จะลดลง ก็จะทำให้ราคาหยุด หรืออีกไม่นานอาจเกิดการเปลี่ยนเทรนขึ้น ก็ดูอินดิเคเตอร์ ADX และการตัดกันระหว่าง AD+ และ AD- ตามมาประกอบ แต่ถ้าเส้น ADX ต่ำกว่าระดับ 25 ถือว่าเป็นช่วงที่ตลาดไม่ทำเทรน ไม่ควรจะเปิดเทรด

Momentum ตัวสำคัญของ ADX

จะเห็นว่า ADX ใช้เรื่อง trading momentum เป็นตัวกำหนดหรือบอกความแข็งแรงของเทรนว่าเป็นอย่างไร การที่ราคาจะทำเทรนหรือแข็งแรงพอที่จะไปทางใดทางหนึ่งได้ไม่ว่าจะขึ้นหรือจะลง บอกว่าการเทรดทางนั้นๆ มากและต่อเนื่อง ทำให้เกิด market orders ทางนั้นๆ เกิดขึ้นและเกินออเดอร์ฝั่งตรงข้าม เลยเป็นเรื่องของ momentum ที่มีแต่การเปิดเทรดทางเดียวเป็นหลัก

สำหรับมุมมองเรื่องออเดอร์เรื่อง momentum ในการเทรด ถือการที่ช่วงนั้นๆ มีแต่ออเดอร์ที่ไปทางใดทางหนึ่ง มากและต่อเนื่อง ถ้ามองมุมเทรดเดอร์ก็จะบอกว่าต้องเทรดให้ได้ตอนนี้ เข้าตอนนี้ ราคานี้ หรือราคาที่เคลื่อนจากนี้ก็ได้ ไม่สนใจราคาไหน ขอแค่ได้เทรด market price ตอนนี้ก็พอ กลัวไม่ทัน กลัวตกรถ เป็นต้น (massive, aggressive market orders จึงเกิดขึ้น เลยเกิด Momentum)

อินดิเคเตอร์ ADX บอกแค่ว่ามี momentum เกิดขึ้น และอีกอย่างเนื่องจากข้อมูลที่มาจากอินดิเคเตอร์เพราะต้องอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วมาประมวล ดังนั้นเมื่อดูกับราคาปัจจุบัน ก็บอกว่าข้อมูลเป็นแบบล่าช้าหรือ lagging information ดังนั้นเงื่อนไขหรือข้อมูลที่มาจากอินดิเคเตอร์ทั้งหมด จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อ price chart หรือ มองผ่านแท่งเทียน ราคาต้องไปนำหน้าไปก่อนเสมอ ถ้ารู้ที่มา momentum ว่าจะมาจากไหนและเพราะอะไร ก็จะทำให้ใช้ ADX ในการเทรดได้ง่ายขึ้น

Market orders ที่มาของ Momentum

Momentum บอกถึงวอลลูมในการเทรดที่เกิดขึ้นมา และตามด้วยราคาวิ่งไปทางใดทางหนึ่งเพราะ  market orders ที่เปิดเทรดเข้าไปเกินออเดอร์ฝั่งตรงข้ามมามากและยังเข้ามาต่อเนื่องดัวยเลยดันราคาไป แม้ว่าจะมีออเดอร์ตรงข้ามที่ราคาที่มีการเทรดเข้าไป แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับออเดอร์ทางฝ่าย momentum เลยทำให้ราคาเกินหรือเกิดความไม่สมดุลย์เกิดขึ้น momentum บอกว่ามีการเข้าเทรดจากขาใหญ่ เลยทำให้ราคาไปทางนั้นได้

เลยมักจะทำให้ผลตามมา ราคาจะไปทาง momentum นั้นๆ จนกว่า momentum ฝั่งตรงกันข้ามเข้ามา อย่างภาพด้านบนบอกว่าอะไรที่ทำให้เกิด trading momentum จนทำให้เส้นอินดิเคเตอร์ ADX หันหัวขึ้นมาและมาเกินระดับที่ถือว่ากระดับการทำเทรนแรงพอ คือเกินระดับ 25 เส้น AD- ตัด AD+ ขึ้นบอกเทรนลง

หมายความว่ามีแต่ sell market orders ที่เกิน buy orders เลยยังไม่พอ ต้องมากและต่อเนื่องเลยทำให้เกิดเป็น momentum ต่อเนื่องได้ กรอบสีเขียวด้านบนถือว่าเป็น consolidation มีการเปิดเทรดทั้ง sell และ buy เพราะ trading transactions เกิดขึ้นได้ พอเกิดราคาเบรคกรอบลงมาด้วยบาร์ยาวๆ และปิดล่างกรอบได้ นี่ถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญ เทรดเดอร์ที่ถือ long positions หรือที่เปิด buy ตอนราคาอยู่ในกรอบ บาร์นี้เกิดขึ้นติดลบหมด กลายเป็น trapped traders ทันที

โดยปกติเมื่อมีการเปิดเทรดแบบในกรอบแบบนี้ก็จะมีการกำหนด stop loss ประกอบ และการกำหนด stop loss ก็จะใช้ low หรือ high ของกรอบเป็นตัวหลัก อาจมีการบวกเข้าไปเพิ่มอีกแล้วแต่กลยุทธ์แต่ไม่มาก แต่ข้อมูลที่แน่ๆ คือมีการกำหนด stop loss ยิ่งถ้าราคาเบรคลงมาแบบนี้ เทรดเดอร์ที่เปิดตอนนั้น ถ้ายังไม่ได้กำหนด stop loss ตอนนั้นก็จะหันมากำหนด และยังมี sell stop orders ที่มาจาก breakout traders ด้วย ก็กำหนดออเดอร์พื้นที่เดียวกับ stop loss พอราคามาแตะ stop loss หรือ sell stop orders ก็เท่ากับราคาไปถึงจุดที่ทำให้เงื่อนไข sell market orders เข้าตลาด

เพราะ stop loss เมื่อราคามาแตะก็กลายเป็น sell market orders ทันที ก็มีแต่ market orders นั่นเลยทำให้ momentum เกิดขึ้นได้ง่าย และยังจะมี sell market orders จากเทรดที่รอเข้าเทรดเมื่อเป็น price structure เปลี่ยนไปอีก

การเทรดด้วยการใช้อินดิเคเตอร์ ADX ถือได้ว่าเป็นการเทรดแบบใช้ trading momentum ที่เกิดขึ้น เพราะ momentum เป็นตัวกำหนดความแรงเรื่องของเทรนที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะขึ้นหรือจะลง เมื่อความแข็งในการทำเทรนเกิดขึ้นก็จะทำให้ราคาไปทางเทรนที่เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะว่ามีแต่ market orders ที่เปิดเข้ามาไปทางนั้นเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อเข้าใจเรื่อง market orders ว่ามาจากไหน ด้วยมุมมอง order flow ก็จะทำให้รู้แหล่งที่มาของ momentum ที่จะเกิดขึ้นได้ ก็จะทำให้เข้าเทรดได้เร็วขึ้น และเทรดด้วยความมั่นใจขึ้น

เพราะการเทรดไม่ใช่แค่เปิดเทรดตามเส้น ADX และการตัดกัน ระหว่าง AD+ และ AD- แต่เป็นการเทรดที่เข้าใจเรื่อง momemntum และที่มาด้วย เพราะ market orders ไม่ได้มาจากการเปิดเทรดอย่างเดียว แต่มาจากการออกจากการเทรดด้วย

เมื่อเข้าใจหลักการณ์อินดิเคเตอร์ ADX กับ order flow แล้วก็สามารถประยุกต์เข้ากับกลยุทธ์การเทรดของท่านได้ง่ายขึ้น

ทีมงาน : forexthai.in.th

เลือกคู่เงินเทรดตามเวลาเปิดปิดตลาด Forex

คะแนนที่ผู้อ่านให้
[ผู้โหวต: 10 คะแนนเฉลี่ย: 5]

เลือกคู่เงินเทรดตามเวลาเปิดปิดตลาด Forex

แม้ว่าตลาดฟอเรกจะเปิด 5 วัน  เทรดได้ทั้งวันจนกว่าตลาดปิด แต่การเปิดเทรดไม่ได้หมายความว่าโอกาสความเป็นไปได้จะสูง เพราะคู่เงินที่เปิดเทรดไม่ได้วิ่งตลอดแต่เปิดเทรดได้ตลอด สิ่งที่ต้องการเมื่อจะเทรดแต่ละคู่เงินคือ volatility ที่ต้องเกิดค่อยจะทำให้ราคาวิ่ง  ราคาวิ่งเพราะมีเทรดเดอร์อยากเทรดทำให้ market orders เกินกัน

หรือเกิดความไม่สมดุลย์ระหว่างออเดอร์ โอกาสการทำกำไรค่อยเกิดขึ้น ไม่มีเทรดเดอร์ที่เปิดแล้วต้องการให้ราคาวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ เว้นไม่มีทางเลือก ที่จำต้องถือ position ที่เปิดแล้ว แม้ว่าการทำกำไรมาจากการเปิดเทรดเมื่อราคาขึ้นหรือราคาลงถ้าตลาดมีการวิ่ง แต่ก็จะยากที่จะทำกำไรถ้าตลาดไม่ไปไหนหรือวิ่งอยู่ในกรอบที่แคบๆ และนาน

ตลาดกำหนดเวลาแต่ละช่วง แต่ละวัน

แม้ว่าท่านสามารถเทรดฟอเรกทั้ง 5 วันได้ตลอดก็ตาม แต่เมื่อแบ่งช่วงตลาดการเงินหลักที่ช่วงตลาดเปิดก็จะได้ 4 ช่วงหลักๆ เช่นอย่างข้อมูลจาก forexfactory ที่มีการแบ่งช่วงเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกพร้อมกำหนดเวลาประเทศไทย ก็จะมีช่วง Sydney (04.00-13.00) Tokyo (07.00-16.00) London (14.00-23.00) และ New York (19.00-04.00)  แต่ละตลาดก็จะเกี่ยวกับค่าเงินหลักๆ ก็จะเพิ่ม volatility เข้าตลาดเมื่อตลาดเปิด ยิ่งเมื่อมีตลาดอื่นเปิดมาช่วงเวลาเดียวกันด้วย ก็ยิ่งเพิ่ม volatility หรือช่วงที่ overlapping กัน

คู่เงินที่จะเทรดก็จะมี volatility เกิดแต่ละช่วงที่ต่างกัน ต้องเลือกเทรดให้ถูกเช่น คู่เงินที่เกี่ยวกับ AUD NZD JPY เช่น AUDUSD NZDUSD AUDJPY NZDJPY USDJPY GBPAUD ก็จะเปิดโอกาสให้เทรดดีช่วงเวลา Sydney + Tokyo ยิ่งเป็นช่วง overlap กัน volatility ก็จะเพิ่มขึ้น  พอเวลา 14.00 ก็เป็นช่วงตลาดยุโรปเปิด เกิด volatility เกี่ยวกับค่าเงิน EUR GBP CHF เช่น EURUSD GBPUSD EURJPY GBPJPY เป็นต้น ก็เพิ่มเข้าตลาดอีก ก็ทำให้ตลาดวิ่งดี พอมาถึง 19.00 เป็นช่วงตลาดอเมริกาเปิด ก็มี volatility จากค่าเงิน USD CAD XAU เข้ามาอีก

เช่น USDJPY EURUSD GBPUSD USDCAD CADJPY เป็นต้น เนื่องจากตลาดการเงินยุโรปและตลาดอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ของโลก ก็เลยทำให้ volatility เข้าไปเยอะกว่าเดิมอีก ยิ่งเป็นช่วงที่ overlap กันด้วย

เลือกคู่เงินให้สัมพันธ์ค่าเงินกับช่วงเวลาเปิดปิดตลาด Forex

แม้ตลาดฟอเรกจะเปิดให้เทรดได้ทั้ง 5 วัน แต่วอลลูมการเทรดสัมพันธ์กัน การเทรดที่แต่ละวันเทรดเดอร์ทำก็จะเป็นผลแต่ละช่วงตลาดเป็นหลัก เมื่อช่วงเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกไหนเปิดวอลลูมการเทรดก็จะมากขึ้น เช่นอย่าง EURUSD GBPUSD จะเห็นว่าวอลลูมการเทรดและเทรนมักจะเห็นชัดช่วงตลาด London และ New York จะเห็นว่า volatility ไม่ได้เยอะตลอดวัน และแต่ละช่วงก็ต่างกันออกไปด้วย

เลยทำให้การเทรดแต่ละช่วงเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกของแต่ละคู่เงินต่างกันออกไป ดังนั้นช่วงตลาด Asia ก็จะเป็นคู่เงินที่เกี่ยวกับค่าเงิน AUD NZD JPY เช่น USDJPY AUDJPY NZDUSD EURAUD   ช่วง London เกี่ยวกับค่าเงิน EUR GBP CHF เช่น GBPUSD, EURCHF, USDCHF, GBPJPY, EURUSD เป็นต้นและช่วง New York คู่เงินที่เกี่ยวกับ USD CAD XAU เช่นคู่เงิน EURUSD, USDCAD, USDCAD, EURCAD เป็นต้น

Volatility แต่ละวันไม่เหมือนกัน

อีกสิ่งแม้ว่าสามารถจะเทรดได้ทั้ง 5 วัน แต่สำหรับตลาดฟอเรกเรื่อง volatility แต่ละวันไม่เหมือนกัน บางวันน้อย บางวันมาก และยังได้รับผลกระทบจากข่าวที่เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานแรงๆ หรือ Fundamental news หรือเหตุการณ์การเมืองหรือเศรษฐกิจสำคัญๆ ของประเทศที่เกี่ยวกับค่าวันนั้นๆ เช่น ช่วงศุกร์แรกของต้นเดือนที่จะมีข่าว Non-Farm Employment จะเห็นว่าคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับ USD

เช่น EURUSD ทั้งอาทิตย์ก็จะไม่ค่อยมี volatility เท่าไร ตลาดจะวิ่งไม่มากรอจนกว่ามีข่าวการประกาศตัวเลข Non-Farm ออกมา

นอกจากเรื่องช่วงเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ แล้วต้องดูเรื่อง volatility ที่เกิดแต่ละวันด้วยว่าเกิดขึ้นมากพอที่จะเทรดหรือเปล่า นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม่เทรดเดอร์จึงพยายามแกะร่องรอยว่าขาใหญ่เข้าเทรดหรือเปล่าแล้วเทรดตาม เพราะเรื่องของ volatility ที่เกิดแต่ะวัน ถ้ามี volatility มากก็จะทำให้ราคาวิ่งไปทางใดทางหนึ่งได้ง่าย ไม่ใช่อยู่ในกรอบหรือ sideway

ช่วงเวลาไหนจะเทรดคู่เงินไหนดี

การที่จะเลือกคู่เงินเพื่อที่จะเทรดแม้ว่าเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกจะทั้งวันจนครบ 5 วัน จันทร-ศุกร์ แต่ volatility ไม่ได้เกิดขึ้นตลาด ดังนั้นช่วงตลาดจึงสำคัญต่อคู่เงินที่สัมพันธ์กับช่วงนั้นๆ เช่น ช่วงตลาด London และ New York คู่เงิน EURUSD GBPUSD USDCAD ดูที่ตีช่วงตลาดที่ชาร์ตประกอบกับ volume ที่อยู่ด้านล่างของแต่ละช่วง

หรือถ้าเป็นช่วง Asia (Sydney + Tokyo) ก็จะมีคู่เงิน AUDUSD AUDJPY NZDUSD NZDJPY AUDNZD ที่เกี่ยวกับค่าเงิน AUD NZD JPY  ยิ่งเป็นช่วงที่ 2 ตลาดยังเปิดอยู่หรือช่วง overlap ช่วงระหว่าง Sydney กับ Tokyo (07.00-13.00 เวลาประเทศไทย) หรือ Tokyo กับ London (14.00-16.00) หรือ London กับ New York เวลาช่วง 19.00-23.00 จะเห็นว่าแต่ละคู่เงินที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ช่วงตลาดก็จะมี volatility มากขึ้น จะเป็นช่วงที่เทรดเดอร์ชอบเทรดกันเพราะราคาวิ่งดี  ดังนั้นการเลือกเทรดต้องดูช่วงเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกแต่ละคู่เงิน ยิ่งมีการ overlap เข้ามาด้วยยิ่งดี

London breakout ช่วงเปิดตลาดยุโรป

ตลาดยุโรปและอเมริกาถือว่าเป็นตลาดการเงินใหญ่เป็นตลาดหลัก เมื่อตลาดแต่ละช่วงเปิดขึ้นมาก็จะตามมาด้วย volatility มากขึ้นเป็นเรื่องปกติ วันๆ ที่ตลาดเปิดให้เทรดทั้ง 5 วัน แต่ละวันก็จะเริ่มด้วยตลาด Sydney เวลา 04.00 เป็นต้น คู่เงินที่พอจะวิ่งแต่ยังไม่มี volatility มากคือ คู่เงินที่เกี่ยวกับค่าเงิน AUD NZD ส่วนมาก เนื่องจากเรื่อง volatility จะเห็นตลาดช่วงนี้ มี spread ถ่างมาก ตลาดจะเริ่มพอเทรดได้

เมื่อตลาด Tokyo หรือเวลา 07.00 เปิดขึ้นมา เป็นตอนช่วงเวลา 2 ตลาด ก็จะเริ่มมี volatility จากทางตลาด Asia เข้าไป แต่ก็ไม่มากเมื่อเทียบกับ London และ New York ดังนั้นพอตลาด London เปิด กลยุทธ์การเทรด London Breakout ก็จะเป็นการเข้าเทรด 1-3 ชั่วโมงแรกสำหรับคู่เงิน GBPUSD ว่าค่าเงินได้เบรคช่วง Asia ไปทางไหนก็จะเน้นให้เปิดเทรดทางนั้นเป็นหลักของวันนั้นๆ เพราะเป็นเรื่องของการใช้ Volatility ที่เข้ามาเพราะมากกว่าตลาด Asia ว่าเข้ามาและดันราคาไปทางไหน

ข่าวกระทบต่อเรื่อง volatility แต่ละคู่เงิน

แม้ว่าเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกจะให้เทรดได้ 5 วัน แต่ข่าวเศรษฐกิจสำคัญๆ  หรือข่าวทางการเมืองที่เกี่ยวกับค่าเงินวันนั้นๆ สามารถสร้าง high volatility กระทบแต่ละวันแต่ละค่าเงินนั้นๆ ได้ แต่เรื่องของข่าวก็มีข้อดีคือเมื่อ volatility เกิดขึ้นมาก ก็จะทำให้ราคาวิ่งได้เร็วขึ้น ก็จะเป็นโอกาสเมื่อเห็น trade setup ที่เข้ากับช่วงข่าว  ถ้าเข้าใจเรื่องออเดอร์ทำงานอย่างไร ก็จะใช้ประโยชน์เทรดตามแบบขาใหญ่ได้ เรื่องของข่าวและผลกระทบสามารถดูได้จาก forexfactory เป็นต้น ที่มีการนำเสนอทุกวันพร้อมทั้งผลกระทบระดับไหน หรือถ้าไม่เข้าใจเรื่องของข่าว ให้ดูผลที่ชาร์ตย้อนหลังได้ก็จะเข้าใจ

เช่นอย่างข่าว Non-Farm Employment ของเดือนกรฏาคม ที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงิน USD คู่เงินที่เกี่ยวข้อง EURUSD GBPUSD USDJPY USDCAD เป็นต้น ก็จะเปิดโอกาสการเทรดเพราะไม่ต้องรอนานและราคาก็จะวิ่งหลายบีบ สามารถทำกำไรถ้าเปิดเทรดถูกทางในเวลาอันสั้นได้ หรือถ้าผิดทางก็ stop loss ไม่กี่บีบได้

ใช้เรื่อง correlation ช่วย

ข้อดีเมื่อเราใช้ประโยชน์จากเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกคือ ด้วยความที่มีหลายสินค้าให้เลือกเทรดเช่น เกี่ยวกับค่าเงิน USD ก็มี EURUSD AUDUSD USDJPY GBPUSD USDCAD USDCHA NZDUSD USDCHF ท่านสามารถใช้ประโยชน์จากการ correlation กับ Dollar Index ได้ เดี๋ยวนี้โบรกเกอร์ส่วนมากก็จะมี Dollar Index มาให้เทรดด้วย สามารถเอามาใช้เปรียบเทียบได้

ดูว่า price level ที่ท่านต้องการเทรด คู่เงินที่เกี่ยวกับ USD แบบเดียวกับที่เห็นใน Dollar Index เพราะเป็นการบอกว่าจุดนั้นมีการเข้าเทรดจริง เช่นอย่างที่ยกตัวอย่างประกอบ จะเห็นว่า price level ที่เกิด EURUSD และ USDCHF แบบเดียวกัน DXY ถ้า price structure แบบเดียวกัน เมื่อดูเปรียบเทียบกันและเวลาเดียวกัน แสดงว่ามีการเข้าเทรดจริง ที่จุดนั้น ก็จะช่วยให้การเทรดคู่เงินแต่ละวันได้ง่ายขึ้น

หรือเป็นการ correlation คู่เงินด้วยกัน คู่เงินที่เกี่ยวกับ GBP  เช่น GBPUSD GBPJPY GBPAUD GBPCAD GBPAUD GBPCHF ด้วยการดูว่า price structure แบบเดียวกันเกิดขึ้นหรือเปล่า และ reaction เกิดขึ้นเป็นอย่างไรก็จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมในการเข้าเทรดได้ว่าว่าแต่ละวัน หรือแต่ละช่วง ได้ง่ายด้วยการดู correlation ประกอบกัน

ดังนั้น ถ้าท่านรู้และเข้าใจเวลาเปิดปิดตลาดฟอเรกก็จะสามารถประยุกต์เพื่อนำมาเลือกใช้กับคู่เงินและวิธีการเทรดเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรให้มากขึ้นได้

ทีมงาน : forexthai.in.th